ประชาสัมพันธ์

29/05/2569 118
แชร์ :

กว่าจะเป็น “เช็คแล้ง” ผลผลิตการบูรณาการเทคโนโลยี กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในยุคดิจิทัล

กว่าจะเป็น “เช็คแล้ง” ผลผลิตการบูรณาการเทคโนโลยี กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในยุคดิจิทัล

 

จะดีแค่ไหน หากเราสามารถรู้ล่วงหน้าและเห็นภัยแล้งก่อนวิกฤต !
สำหรับประเทศไทย “ภัยแล้ง” ถือเป็นภัยทางธรรมชาติที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญกับสภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงเป็นประจำทุกปี และยิ่งในปัจจุบันโลกกำลังประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภัยแล้ง มีความรุนแรงที่ผิดปกติและคาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น
.

การบริหารจัดการปัญหา “ภัยแล้ง” จำเป็นต้องบูรณาการการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเช่น “เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ” เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อจะเปลี่ยนจากการทำงานแบบตั้งรับ มาเป็น “การทำงานเชิงรุก” ที่สามารถคาดการณ์ แจ้งเตือนได้อย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และสร้างความพร้อมในการรับมือความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างยั่งยืน
.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งมีภารกิจหลักในการนำข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ มาสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการภัยธรรมชาติ ซึ่ง “ภัยแล้ง” ก็เป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการที่ GISTDA ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการรายงานภาพรวมสถานการณ์ของภัยพิบัติ แต่ปัจจุบัน GISTDA พัฒนาไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่แค่การใช้ข้อมูลทั่วไปในการมองภาพรวม แต่ยังสามารถวิเคราะห์เจาะลึกได้ถึง “ข้อมูลรายแปลง” เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการวางแผนและเยียวยาเกษตรกรได้อย่างตรงจุด โดยมีการบูรณาการเทคโนโลยี ผสานความร่วมมือกับเครือข่ายในทุกภาคส่วน และพร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่การบริหารจัดการภัยแล้งด้วยเทคโนโลยีของตนเอง
.

“วรนุช จันทร์สุริย์” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจัดการภัยธรรมชาติ GISTDA บอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว GISTDA ใช้ข้อมูลดัชนีภัยแล้งระดับสากล จากหน่วยงาน NOAA ซึ่งใช้กันทั่วโลก โดยบอกถึงภาพรวมภัยแล้งในระดับประเทศ ไม่ได้ลงลึกในระดับพื้นที่ แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนา “ดัชนีความเสี่ยงภัยแล้งในระดับรายแปลง” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรม ทดแทนการใช้กำลังคนลงไปสำรวจเพียงอย่างเดียว
.

“โจทย์จากกระทรวงเกษตร ฯ จึงกลายเป็นที่มาของของการวิจัยเชิงลึกในช่วงปี 2564-2566 ที่เรียกว่า พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในระดับรายแปลง ก่อนยกระดับเป็นการลงนามความร่วมมือ (MOU ) ของ 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ 5 กระทรวง ซึ่งหลังจากลงนามความร่วมมือแล้ว งานวิจัยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยข้อมูลที่ทดสอบความเสียหายของของพืช ที่มีความแม่นยำมากกว่า 80 % ในพืชเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย และงานวิจัยดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์เชิงลึกระดับรายแปลง ในพื้นที่นำร่อง ใน 6 จังหวัด คือ กำแพงเพชร โคราช สุรินทร์ อุทัยธานี นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็น 6 จังหวัด ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้เป้าว่าเป็นพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียน และมีการจ่ายเงินค่าชดเชยเรื่องภัยแล้งมากที่สุด ในรอบ 7 ปี ที่ผ่านมา ( 2558-2565)”
.

ปัจจุบัน งานวิจัยได้มีการขยายผล สามารถประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งได้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยมีพื้นที่ที่มีการวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเป็น 10 จังหวัด เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้อง (Validate) และปรับเทียบ (Calibrate) แบบจำลองกับอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่จริง และนอกจากพืชเศรษฐกิจหลักทั้ง 4 ชนิดแล้ว ยังสามารถประเมินในพื้นที่ปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน ได้อีกด้วย
เนื่องจาก ปัจจัยในการวิเคราะห์ เรื่องของภัยแล้ง ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ฝน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง GISTDA ได้มีการศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆที่ส่งผลต่อการเกิดภัยแล้งทั้งด้านกายภาพและระบบนิเวศ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นแบบจำลอง โดยปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์จะมี 8 ปัจจัยสำคัญ ใน3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ การสมดุลน้ำและบรรยากาศ ที่จะดูปัจจัยด้านฝน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ที่จะวิเคราะห์ได้ทั้งเรื่องปริมาณ การกระจายตัวหรือว่าฝนทิ้งช่วงหรือไม่ ปัจจัยด้านการคายระเหยของพืช ซึ่งหากมีมากจะส่งผลต่อความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต และปัจจัยด้านน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำรอง ซึ่งทั้ง 3ปัจจัยดังกล่าว เทคโนโลยีดาวเทียมสามารถตรวจวัดได้
.

ส่วนปัจจัยในกลุ่มที่สอง คือ ด้านกายภาพของพื้นที่ ซึ่งมีปัจจัยด้านชนิดของดิน ซึ่งมีศักยภาพการอุ้มน้ำแตกต่างกัน ปัจจัยด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งพื้นที่ในเมืองหรือในผืนป่า และปัจจัยด้านพื้นที่ในหรือนอกเขตชลประทาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดสรรน้ำ และบ่งชี้ได้ถึงความเสี่ยงของการขาดแคลนน้ำ และกลุ่มที่สามคือ ด้านสถานะพืชและดิน โดยดูปัจจัยด้านความชื้นในดิน และดัชนีสุขภาพพืช (VHI) จากข้อมูลทั้ง 3 กลุ่ม 8 ปัจจัย มีความสำคัญที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดจะได้ข้อมูลที่เป็นการคาดการณ์ความเสี่ยงภัยแล้ง รวมถึงการประเมินการใช้น้ำของพืช
.

ทั้งนี้ “เทคโนโลยี” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการภัยแล้งในยุคดิจิทัล GISTDA ไม่ได้ใช้เพียงแค่ภาพถ่ายดาวเทียม แต่ยังใช้โครงข่ายข้อมูลจากหลากหลายเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ 1.เทคโนโลยีดาวเทียม (Satellite) ที่สามารถถ่ายภาพได้อย่างครอบคลุมพื้นที่ ถ่ายได้ต่อเนื่องและสามารถตรวจวัดช่วงคลื่นที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ อย่างเช่น ค่าความร้อน (Thermal Infrared) เพื่อประเมินความเครียดของพืช 2. เซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน (Ground Sensors ) ที่มีการใช้ระบบ IoT รับส่งข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อนำมาสอบเทียบ (Calibrate) กับข้อมูลดาวเทียมให้มีความแม่นยำสูงขึ้น โดยในส่วนของเซ็นเซอร์นี้จะมีการบูรณาการทั้ง 2 ส่วน ทั้งที่ GISTDA ดำเนินการ และการเชื่อมโยงข้อมูล API จากหน่วยงานอื่น ๆ และ 3. การประมวลผลด้วย AI และ Machine Learning โดย AI จะ เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านภัยแล้ง สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่สามารถอ่านค่าต่าง ๆ จากดาวเทียม ลดข้อจำกัดของดาวเทียม และประมวลผลเพื่อการพยากรณ์ล่วงหน้า
.

อย่างไรก็ดีผลผลิตจากงานวิจัยนี้ ไม่ได้มีแค่การพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินการใช้น้ำและคาดการณ์ความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ซึ่งเป็นโมเดลที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยเท่านั้น GISTDA ได้มีการส่งต่อองค์ความรู้ สู่เครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน “Crops Drought” (https://cropsdrought.gistda.or.th) และ แอปพลิเคชัน “เช็คแล้ง" บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในระบบ Android และ iOS
.

โดย “เช็คแล้ง" หรือ “Crops Drought” คือระบบช่วยติดตามการใช้น้ำของพืชและประเมินความเสี่ยงภัยแล้งในพื้นที่เกษตรเชิงลึกระดับแปลง ซึ่งมีฟีเจอร์เด่นคือ การติดตามสถานะภัยแล้ง (Monitoring) ที่สามารถตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในปัจจุบัน และย้อนดูข้อมูลในอดีตได้มากกว่า 20 ปี เพื่อศึกษาพฤติกรรมของข้อมูลในแต่ละพื้นที่ และการคาดการณ์ล่วงหน้า (Forecasting) ที่สามารถพยากรณ์ความเสี่ยงภัยแล้งได้ล่วงหน้าถึง 6 เดือน โดยแสดงผลเป็นรายเดือน เพื่อให้เกษตรกรและหน่วยงานรัฐมองเห็นแนวโน้มในอนาคตและวางแผนการเพาะปลูกได้ทันท่วงที
.

GISTDA ไม่ได้เป็นหน่วยจัดการน้ำโดยตรง แต่ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล เพื่อ "ชี้เป้า" พื้นที่เสี่ยงเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปบริหารจัดการต่อ อย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ใช้สำหรับชี้เป้าพื้นที่เสียหายเพื่อจ่ายเงินชดเชยเยียวยาได้ตรงจุด กรมชลประทาน ใช้สนับสนุนการตัดสินใจเรื่องการจัดสรรน้ำหรือปล่อยน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ใช้สำหรับเป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรการและประกาศพื้นที่ภัยแล้งในระดับนโยบาย ส่วนเกษตรกร สามารถใช้ในการวางแผนเพาะปลูกและจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานที่มีน้ำจำกัด และต้องพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียว
.

“สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทยในช่วงปี 2569-2570 จากการติดตามข้อมูลและแบบจำลองของหน่วยงานต่างประเทศ เช่น NOAA พบว่าในปี 2569 ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างชัดเจน และอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ทั้งนี้จากการเก็บข้อมูลจากดาวเทียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “ เราอาจเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรงมากที่สุดในรอบทศวรรษ ” โดยเฉพาะในช่วงปี 2570 ซึ่งหากในช่วงฤดูฝนปีนี้ (มิถุนายน - สิงหาคม) หากเกิดภาวะ ฝนทิ้งช่วง อย่างชัดเจน จะเป็นตัวยืนยันความแม่นยำของแบบจำลองว่าเอลนีโญมีความรุนแรงจริง”
.

นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้ทิศทางลมและมรสุมเปลี่ยนไป ผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ อาจไม่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ภาคอีสานเหมือนในอดีต แต่มีแนวโน้มจะขยับมาสู่ ภาคกลางและภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ในเขตชลประทานที่ไม่เคยเกิดภัยแล้งมาก่อน ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบมากขึ้นอีกด้วย
.

หากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของ GISTDA ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศกับการบริหารจัดการภัยแล้ง สามารถสรุปเป็น 4 ยุค เริ่มจาก ยุคแรกคือยุคแห่งการพึ่งพา ซึ่งไทยยังไม่มีเทคโนโลยีดาวเทียมเป็นของตนเอง ต้องพึ่งพาข้อมูลและแบบจำลอง (Model) จากต่างประเทศเป็นหลัก เพื่อนำมาใช้ในการเริ่มต้นวางรากฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ ยุคที่ 2 คือ ยุคแห่งการสร้างองค์ความรู้ ที่เริ่มมีการนำองค์ความรู้และแบบจำลองมาตรฐานสากลจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศ แม้จะยังเป็นการเลียนแบบ แต่เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถผลิตข้อมูลได้ด้วยตนเอง
.

ส่วนยุคที่ 3 คือยุคระบบประมวลผลอัตโนมัติ ที่เปลี่ยนผ่านจากการใช้คนในการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาเป็นการพัฒนาระบบประมวลผลแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยลดขั้นตอนและกำลังคน และยุคที่ 4 ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน คือ ยุคอัจฉริยะเชิงรุก ที่เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีความแม่นยำสูงระดับรายแปลง โดยมีการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และข้อมูลสถิติ มาใช้ในการทำแบบจำลองเพื่อพยากรณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดาวเทียมร่วมกับอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ติดตั้งจริงในพื้นที่เกษตร
.

สำหรับอนาคต GISTDA วางเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่ยุคที่ 5 หรือ ยุคโลกเสมือนจริง หรือ Digital Twin เพื่อให้ภาคการเกษตรเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลน้ำ (Water Balance) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และเชื่อมโยงไปสู่มิติด้านสิ่งแวดล้อม
.

การยกระดับการบริหารจัดการภัยแล้งด้วยเทคโนโลยีอวกาศ จาก GISTDA และการบูรณาการทั้งด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ภายใต้ความท้าทายของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ