ประชาสัมพันธ์
SMORWAT ระบบติดตามแหล่งน้ำขนาดเล็กจากข้อมูลดาวเทียมเตรียมพร้อมรับมือ “ซูเปอร์ เอลนีโญ” ตัวช่วยบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่าง“ซูเปอร์ เอลนีโญ” ที่กำลังจะมาถึงในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยคาดการณ์กันว่า อาจทำให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้น ฝนลดลง และเกิดภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะ “ปริมาณน้ำต้นทุน” ที่มีความสำคัญต่อการอุปโภค-บริโภค การประกอบอาชีพและวิถีชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้..การรู้ถึง “ปริมาณน้ำต้นทุน” ที่ถูกต้อง แม่นยำ ในแต่ละช่วงเวลา ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง
ดร.ฐิตวดี สุวัจนานนท์ นักภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำในประเทศไทยสามารถจำแนกตามเกณฑ์ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เป็น 3 ขนาดหลัก คือ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความจุมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร แหล่งน้ำขนาดกลาง ความจุ 2-100 ล้านลูกบาศก์เมตร และแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ความจุน้อยกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ดี แหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน เช่น กรมชลประทาน หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การสำรวจปริมาณน้ำในแต่ละช่วงเวลา เพื่อประเมินภาพรวมสถานการณ์น้ำของประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ใน “แหล่งน้ำขนาดเล็ก” ที่มีจำนวนมหาศาลหลายล้านบ่อกระจายอยู่ทั่วประเทศ และเป็นแหล่งน้ำที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตและพื้นที่ทำกินของเกษตรกรมากที่สุด การลงพื้นที่สำรวจด้วยกำลังคนทีละบ่อนั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
เพื่อลดข้อจำกัดด้านการสำรวจแหล่งน้ำขนาดเล็กดังกล่าว GISTDA ได้นำเทคโนโลยีอวกาศ มาพัฒนาเป็น “ระบบติดตามแหล่งน้ำขนาดเล็กจากข้อมูลดาวเทียม (Satellite-Based Small Water Source Monitoring System) หรือ SMORWAT ” โดยใช้สำหรับติดตามแหล่งน้ำที่มีขนาดตั้งแต่ 2 ไร่ขึ้นไป แต่มีความจุไม่เกิน 2 ล้านลูกบาศก์เมตร
“ สำหรับจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบ SMORWAT เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว โดย GISTDA ต้องการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการวิเคราะห์ถึงปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประเมินสถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศ ซึ่งในระยะแรกได้มีความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อย่างเช่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานในพื้นที่ในการลงพื้นที่ช่วยสำรวจ เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้น ก่อนนำมาวิเคราะห์ปริมาณน้ำด้วยข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีการตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลจากการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ รวมถึงข้อมูลการสำรวจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง”
สำหรับกลไกการทำงานหลัก ๆ ของระบบดังกล่าว ประกอบด้วย การระบุตำแหน่งและรูปร่างของแหล่งน้ำ ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมรายละเอียดปานกลางถึงรายละเอียดสูง ซึ่งมีความละเอียดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป ทำให้มองเห็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 เซนติเมตรได้อย่างชัดเจน จึงสามารถระบุขอบเขตและรูปร่างของบ่อน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศได้
ส่วนการดูว่าแหล่งน้ำนั้น ๆ ยังใช้งานอยู่หรือไม่ ได้มีการใช้ดาวเทียมในช่วงคลื่นที่เรียกว่า Near Infrared ในการจำแนกความแตกต่างระหว่างน้ำและพืช เพื่อวิเคราะห์ว่าแหล่งน้ำนั้นยังคงมีน้ำอยู่หรือถูกเปลี่ยนสภาพไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว เช่น เปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ขณะที่การติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ GISTDA ได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า InSAR (Interferometric Synthetic Aperture Radar) ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจจับระยะไกลขั้นสูง เพื่อตรวจดูความแตกต่างของระดับน้ำในช่วงเวลาต่างๆ ว่าน้ำมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
อย่างไรก็ดี เนื่องจากดาวเทียมไม่สามารถตรวจวัดความลึกของน้ำได้โดยตรง การคำนวณปริมาณน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือ Model ที่พัฒนาขึ้น ระบบจึงนำข้อมูลจากดาวเทียมมาทำงานร่วมกับฐานข้อมูลความลึก ซึ่งได้จากการลงพื้นที่สำรวจร่วมกับภาคีเครือข่าย และข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น ปริมาณฝนและการระเหยของน้ำ หรือ THUDCHAI’s method เพื่อประเมินปริมาตรน้ำ นอกจากนี้ยังการตรวจสอบความถูกต้องกับเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ ที่ GISTDA ติดตั้งในแหล่งน้ำที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงมีการใช้แอปพลิเคชัน อย่าง WatRec สำหรับเจ้าหน้าที่ในการสำรวจแหล่งน้ำขนาดเล็ก และ Geo Caching สำหรับประชาชนทั่วไป ในการรายงานข้อมูลจากพื้นที่จริง เพื่อนำมาใช้ตรวจสอบและปรับปรุงแบบจำลอง ฯ ให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ดร.ฐิตวดี บอกว่า จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ โดยในเว็บไซต์ https://water.gistda.or.th จะแสดงผลผ่าน Dashboard ที่สามารถดูได้ละเอียดตั้งแต่ระดับภาพรวมประเทศ ลุ่มน้ำ ภูมิภาค จังหวัด ไปจนถึงระดับรายบ่อ และแสดงผลในรูปแบบแผนที่ มีกราฟสรุปผล และมีข้อมูล API เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ หรือผู้สนใจสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้งานในรูปแบบที่ต้องการ ทั้งนี้ข้อมูลสามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาหรือขอบเขตที่ต้องการ
ข้อมูลจากระบบทำให้สามารถประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์สถานการณ์น้ำทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างต่อเนื่องทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังสามารถจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังได้อีกด้วย
ปัจจุบันข้อมูลจากระบบ SMORWAT ถูกส่งตรงไปยังกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของภาครัฐที่ดูแลนโยบายด้านน้ำของประเทศ
จากข้อมูลการติดตามแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในปัจจุบันหากเปรียบเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันกับ 2-3 ปีก่อนหน้า ยืนยันได้ถึงปริมาณน้ำที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลแนวโน้มความแห้งแล้งที่จะพบมากขึ้นและความชื้นในดินที่จะลดลง ซึ่งจาก 3 ข้อมูลดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ขณะนี้แม้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน แต่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตื่นตัว และเริ่มเตรียมความพร้อมในการรับมือกับ “ภัยแล้ง” ที่อาจจะมาแบบไม่เหมือนเดิม จาก “ซูเปอร์ เอลนีโญ”

แสดงความคิดเห็น