GISTDA ผนึกกำลังเวทีสหประชาชาติ ร่วมกำหนดทิศทางจัดการขยะอวกาศโลก มุ่งยกระดับไทยสู่ “ผู้ร่วมสร้างบรรทัดฐานสากล”
GISTDA ผนึกกำลังเวทีสหประชาชาติ ร่วมกำหนดทิศทางจัดการขยะอวกาศโลก มุ่งยกระดับไทยสู่ "ผู้ร่วมสร้างบรรทัดฐานสากล"
2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค ครั้งที่ 63 (63rd Scientific and Technical Subcommittee: STSC 2026) ภายใต้กรอบคณะกรรมการว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อสันติแห่งสหประชาชาติ (COPUOS) การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ในการแสดงบทบาทเชิงรุกด้านความยั่งยืนของกิจการอวกาศในระดับพหุภาคี โดยในปีนี้มีหลากหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของการส่งดาวเทียมในปริมาณมหาศาล ซึ่งส่งผลให้การจราจรในอวกาศมีความหนาแน่นและซับซ้อนยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความเสี่ยงสะสมจากปัญหาขยะอวกาศที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานอวกาศโลก
ในโอกาสนี้ GISTDA โดย ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ หรือ S-TREC ได้เข้าร่วมเวทีเสวนาระดับนานาชาติหัวข้อ “Shaping the Future of International Norms for Space Debris: A Collaborative Approach” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) เวทีเสวนาดังกล่าวมุ่งเน้นการกำหนด "บรรทัดฐานสากล" (International Norms) ในการจัดการขยะอวกาศ ผ่านกลไกความร่วมมือแบบพหุภาคีระหว่างภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม โดยมีประเด็นหารือเชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ได้แก่:
• นโยบายและกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ: การสร้างกรอบกติกาที่ยอมรับร่วมกัน
• ความยั่งยืนของกิจกรรมอวกาศ (Space Sustainability): แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในวงโคจร
• นวัตกรรมเทคโนโลยี: การบริการบนวงโคจร (On-Orbit Servicing: OOS) และการกำจัดขยะอวกาศเชิงรุก (Active Debris Removal: ADR)
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับการยกย่องคือ "โมเดลจากญี่ปุ่น" ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาแนวทางออกใบอนุญาตสำหรับการบริการบนวงโคจร (OOS Guidelines) และการเชื่อมโยงมิติด้านเทคนิคเข้ากับกฎหมาย สะท้อนกระบวนการพัฒนาจาก "ระเบียบปฏิบัติระดับชาติ สู่ บรรทัดฐานสากล" ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สิทธิพรฯ ได้วิเคราะห์ถึงความสำคัญของการเข้าร่วมเวทีระดับโลกในครั้งนี้ว่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทยใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้:
• การปกป้องผลประโยชน์แห่งรัฐ: ในฐานะที่ประเทศไทยมีการใช้งานและพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียม การมีส่วนร่วมร่างกติกาโลกตั้งแต่ต้นน้ำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกจำกัดสิทธิ์ และรับประกันความปลอดภัยของทรัพย์สินอวกาศไทย ทั้งในแง่ความปลอดภัยของวงโคจรและความต่อเนื่องของการให้บริการ
• การยกระดับนโยบายอวกาศแห่งชาติ: แนวคิดเรื่อง "ความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของวัตถุอวกาศ" จะถูกนำมาปรับใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนากฎหมายและนโยบายอวกาศของไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก
• การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทูตอวกาศ: การถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำ เช่น ญี่ปุ่น ช่วยให้ไทยสามารถพัฒนาแนวปฏิบัติระดับชาติ (National Practice) ที่เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งเสริมบทบาทของไทยในเวที COPUOS และ UNOOSA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเข้าร่วมเวทีนานาชาติครั้งนี้ คือก้าวย่างสำคัญในการเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย จากสถานะ "ผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศ" เพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การเป็น "ผู้มีบทบาทร่วมกำหนดทิศทางอนาคตกิจกรรมอวกาศของโลก" อย่างเต็มภาคภูมิ
#GISTDA #อว #ThailandSpace #UNCOPUOS #STSC2026 #UNOOSA #ขยะอวกาศ #spacedebris #ProudThai

แสดงความคิดเห็น