ประชาสัมพันธ์
แลนด์บริดจ์ “ระนอง-ชุมพร” ประตูเชื่อมสองทะเล จุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ไทยกับการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่บนแผนที่โลก

“แลนบริดจ์ (Landbridge)” หรือ “สะพานเศรษฐกิจ” เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเชื่อมทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ มีเป้าหมายเพื่อลดระยะทางการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
.
แนวคิดการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อสองฝั่งทะเลไทยมีมาหลายยุคสมัย ในอดีตมีความพยายามขุดคลองบริเวณแม่น้ำกระบุรี ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดระหว่างสองฝั่งที่เรียกว่า “คอคอดกระ” แต่ด้วยข้อกังวลด้านความมั่นคงและสภาพภูมิประเทศทำให้โครงการยุติลง โดยครั้งล่าสุดที่มีการผลักดันแนวคิดนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2544 จากการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ “คลองไทย” ซึ่งปรับเขตการศึกษาลงมายังพื้นที่ 9A (จังหวัดกระบี่ - สงขลา)
.
ด้วยข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเลจากแนวคิดการขุดคลอง จึงปรับแนวทางสู่ “แลนบริดจ์” ซึ่งเป็นการสร้างโครงข่ายถนนและรางเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง โดยถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องหลายยุคสมัย แลนด์บริดจ์สายแรกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2536 ภายใต้แผนการพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard Development Plan: SSB) เส้นทางกระบี่ - ขนอม เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งสินค้า รวมถึงยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของภาคใต้ โดยแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2546 แต่ด้วยบริเวณการสร้างท่าเรือของแลนด์บริดจ์สายดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จากผลการศึกษาในปี พ.ศ.2538 ภายหลังจึงได้ปรับตำแหน่งการศึกษาไปยังหลายเส้นทาง แต่ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการถูกยุติลงอีกครั้ง
.
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยกลับมาศึกษาเส้นทางใหม่อีกครั้ง โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดระนอง - ชุมพร ภายใต้แผนพัฒนาตามระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Econ omic Corridor: SEC) โดยเส้นทางที่กำลังมีแผนการศึกษาจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพรรวมถึงการสร้างทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) MR8 และรถไฟรางคู่ เพื่อเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง โดยทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็น “ทางเลื่อนสำหรับถ่ายโอนสินค้า” มีระยะทางประมาณ 90 - 109 กิโลเมตร เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านคมนาคมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นภูมิภาคที่ได้เปรียบด้านภูมิประเทศ เนื่องจากมีลักษณะเป็น “คาบสมุทร” โดยฝั่งตะวันตกติดทะเลอันดามันเชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย และทางฝั่งตะวันออกติดทะเลอ่าวไทยเชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาด้านการขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะจังหวัดระนองและชุมพร ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงที่มีระยะเชื่อมระหว่างสองทะเลที่สั้นที่สุดของคาบสมุทรไทย จึงมีความเหมาะสมด้านระยะทางในเชิงทฤษฎี สามารถรองรับการเติบโตด้านคมนาคม โดยอาจเชื่อมโยงระหว่างเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และภาคตะวันออก (EEC) ได้ในอนาคต
.
ถ้ามองในมุมของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่า “แลนบริดจ์สายระนอง - ชุมพร” หากถูกพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้สามารถเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง และความแออัดของ “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งทางทะเล อีกทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันมีเรือสัญจรมากกว่า 100,000 ลำต่อปี คิดเป็นหนึ่งในช่องแคบที่มีการเดินเรือหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางการลำเลียงน้ำมันของโลกถึง 35% ส่งผลให้ช่องแคบดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จากความแออัดของการสัญจรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจต้องผ่านการศึกษาเชิงลึกด้านต้นทุนการขนถ่าย ปริมาณสินค้า และการแข่งขันในภูมิภาคต่อไป
.
จากข้อได้เปรียบด้านภูมิประเทศ ส่งผลให้แลนด์บริดจ์ถูกมองว่า อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับบทบาทประเทศไทยต่อภูมิรัฐศาสตร์และการคมนาคมทางทะเลของโลก อย่างไรก็ตาม ตามแนวแผนการก่อสร้างยังเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เช่น ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่ง แนวปะการังกับหญ้าทะเล สัตว์น้ำ รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนประมงที่อยู่ตามแนวเส้นทาง จำเป็นต้องมีการประเมินอย่างละเอียดในขั้นต่อไป
.
กระบวนการประเมินดังกล่าว เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสามารถเข้ามามีบทบาท ตั้งแต่จัดทำแผนที่ เพื่อใช้วิเคราะห์เส้นทางด้วยข้อมูลจากดาวเทียมความละเอียดสูง จนถึงติดตามความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่งและป่าด้วยเทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing) รวมถึงวิเคราะห์ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระยะยาว เนื่องด้วยโครงการนี้อาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ดังนั้นต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การสำรวจ การประเมินทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและบริบททางสังคม ตลอดจนการติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนามีประสิทธิภาพควบคู่กับการลดความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมและชุมชนให้มากที่สุด
.
แลนด์บริดจ์ระนอง - ชุมพร อาจไม่ใช่แค่คำตอบของการเดินเรือทางทะเลเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงการที่เกี่ยวพันทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และภูมิรัฐศาสตร์ แม้เราจะมีข้อมูลเชิงพื้นที่จากดาวเทียมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายควรมาจากกระบวนการที่รอบคอบ ครอบคลุมในทุกมิติควบคู่กับการรับฟังเสียงของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นบททดสอบของไทยกับการก้าวสู่ศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาค โดยยังรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ไว้ รวมถึงสร้างความยั่งยืนให้พื้นที่ได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่คนไทยต้องร่วมกันจับตามอง

แสดงความคิดเห็น