ประชาสัมพันธ์

15/09/2569 23
แชร์ :

บทเรียนจากน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก สู่ภารกิจ “ RISK MAP” ทั่วประเทศ

.

ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ Climate Change ที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ การบริหารจัดการภัยพิบัติแบบเดิมๆที่เน้นเพียง "การตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดเหตุ" ไม่เพียงพอที่จะลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อีกต่อไป การยกระดับสู่ "การบริหารจัดการเชิงรุก" โดยใช้ “เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ” เป็นเครื่องมือ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะนอกจากจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการติดตามสถานการณ์ หาร่องรอยความเสียหายแล้ว ยังสามารถใช้ในคาดการณ์ เฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง โดยใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่ง GISTDA มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ในช่วงฤดูมรสุม เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมของทุกปี ทุกสัปดาห์ GISTDA จะมีการประชุมเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำล่วงหน้าจากการคาดการณ์ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีข้อมูลที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

.

ข้อมูลจากการประชุมนี้จะนำไปใช้ในการวางแผนรับสัญญาณภาพถ่ายจากดาวเทียมและสั่งถ่ายภาพของดาวเทียมระบบเรดาร์ (radar) ที่สามารถถ่ายภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืนในพื้นที่มีเมฆหมอกปกคลุมเหนือบริเวณพื้นที่คาดว่าจะประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้การประเมินขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง รวมทั้งการประสานขอรับการสนับสนุนข้อมูลจากภาคีเครือข่ายภัยพิบัติในกรณีภาวะวิกฤต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหน่วยงานเผชิญเหตุจะมีข้อมูลแผนที่ในการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

.

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงอิทธิพลของลักษณะภูมิประเทศต่อภัยพิบัติ ด้วยลักษณะทางกายภาพของเมืองที่เป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขา ทำให้ในฤดูฝนมักจะมีน้ำไหลหลากมาโดยตลอดตั้งแต่โบราณกาล และในปัจจุบันปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยมีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 200 มิลลิเมตร ในพื้นที่ต้นน้ำทำให้ปริมาณน้ำหลากไหลเร็วและแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการป้องกันและวางแผนรับมือกับสถานการณ์ในระยะวิกฤต GISTDA ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับการวิเคราะห์ถนน เส้นทางน้ำ ลักษณะภูมิประเทศ และตำแหน่งที่ตั้งของชุมชน จำนวน 11 ชุมชน ในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อประเมินว่าชุมชนใดมีความเสี่ยงที่เส้นทางเข้า-ออกอาจถูกตัดขาดเมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่ม และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง เนื่องจากหลายชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงและมีเส้นทางสัญจรเชื่อมต่ออย่างจำกัด ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้มองเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ถนน เส้นทางน้ำ และระบุจุดที่อาจเป็นคอขวดของการเดินทางได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนเฝ้าระวัง เตรียมเส้นทางสำรอง และสนับสนุนการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม

.

และเพื่อยกระดับการเตือนภัยให้มีความแม่นยำและมองเห็นภาพที่เข้าใจง่าย GISTDA ได้พัฒนาแบบจำลองสามมิติ ที่จำลองสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติ หรือ scenarios โดยบูรณาการปัจจัยนำเข้าเชิงกายภาพและข้อมูลจากสถานการณ์จริงที่ผ่านมา ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน ข้อมูลน้ำท่าจากสถานีตรวจวัด ความสูงของพื้นที่ และภาพตัดขวางของลำน้ำ เพื่อประเมินความจุและอัตราการไหลของน้ำในลำน้ำสายหลักและสายรอง โดยแบบจำลองนี้สามารถคำนวณและคาดการณ์เวลาที่มวลน้ำจะเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง รวมถึงจำแนกสีของระดับความรุนแรง ความเร็วของน้ำ และความลึกของน้ำ โดยแสดงผลในรูปแบบสามมิติช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนเข้าใจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนได้อย่างชัดเจน

.

ในระยะแรกของการพัฒนาแบบจำลองดังกล่าว GISTDA ได้คัดเลือกพื้นที่อ่อนไหว (Sensitive Areas) และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นสำคัญเพื่อให้การเฝ้าระวังภัยล่วงหน้าเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจเมือง ปัจจุบันแบบจำลองสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่นำร่องประมาณ 100 ชุมชนใน 15 จังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ของประเทศ และมีแผนจะขยายพื้นที่อีก 20 จังหวัดภายในปี 2570

.

“สำหรับจังหวัดน่าน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในแผนงานของกลุ่ม 15 จังหวัดหลักในตอนแรก แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ต่อเนื่องถึง 2 ปีซ้อน (2567-2568) GISTDA จึงได้ดำเนินงานวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และเผยแพร่ข้อมูลและแผนที่แสดงแบบจำลองน้ำท่วมเมืองน่าน โดยคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงหากระดับน้ำสถานี N.1 (หน้าสำนักงานป่าไม้ ตำบลในเวียง) ที่ระดับ 201.50 ม.รทก. เพื่อใช้เป็นข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยในระดับพื้นที่ โดยสีแดงเข้ม และน้ำเงินเข้ม แสดงระดับน้ำท่วมขังลึกมากกว่า 5 เมตร และน้ำลึก 3-5 เมตร ตามลำดับ”

.

อย่างไรก็ดีจากผลกระทบของภัยพิบัติที่เกิดซ้ำซาก และความท้าทายจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาวะภัยแล้งทั่วภูมิภาคอย่างรุนแรงในปลายปีนี้ GISTDA ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานประสานและร่วมบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแผนที่เสี่ยงภัย ที่เรียกว่า “RISK MAP” โดยมีแนวคิดของการพัฒนาหลัก ประกอบด้วย การติดตามสถานการณ์ภัย (น้ำท่วม น้ำแล้ง) การแจ้งขอความช่วยเหลือและติดตามสถานะการดำเนินงาน ช่องทางการติดต่อสื่อสารกับผู้ประสบภัย (Two-way communication) และแดชบอร์ดติดตามสถานการณ์ในภาพรวม เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค และขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่นอย่างบูรณาการ

.

“ความท้าทายหลักของการพัฒนาระบบ RISK MAP ไม่ใช่การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์ม แต่เป็นการสร้างกลไกการบริหารจัดการภัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น”

.

GISTDA ตั้งเป้าที่จะพัฒนาแพลตฟอร์ม RISK MAP ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานจริงภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งอันเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจจะเริ่มส่งผลรุนแรงต่อน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมการรับมือล่วงหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

.

บทเรียนสำคัญจากการปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดน่าน และการใช้ประโยชน์จากแบบจำลองสถานการณ์รวมถึงภารกิจแผนที่ RISK MAP ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า “เทคโนโลยีดาวเทียม” แม้ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดน่านได้ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ทำหน้าที่สำคัญในการเป็น “ดวงตาจากอวกาศ” ที่ช่วยมอบภาพกว้างแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ พร้อมกับการพยากรณ์และคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

.

ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บางพื้นที่ไม่อาจทำให้หมดไป สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัวเพื่ออยู่กับน้ำและธรรมชาติอย่างยั่งยืน และ “เทคโนโลยีอวกาศ” ก็คือเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและกำหนดนโยบายป้องกันที่ไม่ต้องรอให้ “ภัยพิบัติ” เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยวางแผนกู้ภัย.

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ