ประชาสัมพันธ์

22/07/2569 10
แชร์ :

ท่าอวกาศยาน จุดแข็งและข้อได้เปรียบของไทย สู่โอกาสของเศรษฐกิจอวกาศใหม่

 

รู้จัก “ท่าอวกาศยาน” หรือ Spaceport พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อได้เปรียบของประเทศไทย สู่โอกาสของเศรษฐกิจอวกาศใหม่ที่ไม่ควรพลาดไป

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา บริษัทสตาร์ทอัพอินเดียชื่อ Skyroot Aerospace ประสบความสำเร็จในการทดสอบจรวดวิกรัม-1 (Vikram-1) ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ นับเป็นบริษัทเอกชนเจ้าแรกของประเทศอินเดียที่สามารถพัฒนาจรวดขึ้นสู่วงโคจรรอวกาศ (Orbital Class) โดยการนำส่งครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ ท่าอวกาศยานสตีษ ธวัน (Satish Dhawan Space Centre) เมืองศรีหริโกฏ รัฐอานธรประเทศ ซึ่งดูแลโดยหน่วยงานอวกาศประเทศอินเดีย (ISRO)

 

ท่าอวกาศยานนี้ เป็นท่าอวกาศยานหลักของประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ติดชายฝั่งตะวันออก หันหน้าเข้าสู่อ่าวเบงกอล มีลานปล่อยจรวดหลายขนาด ตั้งแต่สำหรับภารกิจส่งยานไปดวงจันทร์ จนถึงส่งดาวเทียมวงโคจรใกล้โลก ซึ่งดาวเทียมธีออส-2เอ (THEOS-2A) ก็ถูกนำส่งจากท่าอวกาศยานนี้เช่นกัน

 

การนำส่งจรวดวิกรัม-1 ครั้งนี้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประเทศอินเดียไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งท่าอวกาศยาน และอุตสาหกรรมจรวดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผลักดันการส่งเสริมภาคเอกชนอวกาศใน รัฐบาลยุคท่าน นเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Narendra Damodardas Modi) ที่เน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ภาครัฐ มาส่งเสริมผู้เล่นภาคเอกชนทั้งห่วงโซ่อุปทาน และในวันนี้ ประเทศอินเดียสามารถประกาศได้อย่างเต็มตัวถึงก้าวสำคัญ ผลสำเร็จในการส่งเสริมภาคเอกชน ให้สามารถมีเทคโนโลยีแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศโลก

 

จากที่ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุม สว. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ถึงแผนการศึกษา "ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ" (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) อย่างละเอียด ทำให้เกิดความสนใจถึงเรื่องท่าอวกาศยานในวงกว้าง และโอกาสของไทยในการพัฒนาอย่างจริงจัง

 

ท่าอวกาศยาน ไม่ได้มีแค่ฐานปล่อยจรวด ที่ใช้ในการขึ้นบินของพาหนะนำส่งเพียงเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการนำส่งอย่างรอบด้าน อาทิ อาคารประกอบและติดตั้งดาวเทียม ระบบจัดเก็บและจ่ายเชื้อเพลิง อาคารควบคุมการปล่อยภารกิจ สถานีสนับสนุนภาคพื้นดิน และระบบขนส่ง เป็นต้น เพื่อให้จรวดและอวกาศยานสามารถขึ้นบินได้อย่างปลอดภัยที่สุด

 

ตัวอย่างของท่าอวกาศยานอันเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ศูนย์อวกาศเคนเนดีของ NASA ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวนของ CASC ในประเทศจีน ท่าอวกาศยานไบโคนูร์ ของ ROSCOSMOS ในบริเวณประเทศคาซัคสถาน และศูนย์อวกาศเกียนา ของ ESA ณ เฟรนช์เกียนา จังหวัดโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ซึ่งท่าอวกาศยานเหล่านี้มีความคล้ายกัน คือตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับเส้นศูนย์สูตรที่สุด เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยงในการหมุนรอบตัวเองของโลก ให้ประหยัดเชื้อเพลิง และเข้าถึงวงโคจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การที่มีที่ตั้งในละติจูดที่ต่ำ จะสามารถรองรับการนำส่งสู่วงโคจรแบบลาดเอียงต่ำ (Low-inclination Orbit) ที่กำลังเป็นวงโคจรที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นที่ต้องการจากประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร

 

ประเทศไทย ซึ่งมีตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับเส้นศูนย์สูตร และชายฝั่งเปิดยาวตลอดแนวภาคใต้ จึงมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ พร้อมกับมีพื้นที่อ่าวไทยเป็นเขต Drop Zone เพื่อปลดจรวดส่วนต่าง ๆ ออกไปได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนหรือบ้านเรือนผู้คน โดย GISTDA หรือ  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด หรือ KPMG 

 

จากผลศึกษาความเป็นไปได้ พบว่าการสร้าง Spaceport จะสร้างผลตอบแทนทางสังคม อาทิ การสร้างงาน ยกระดับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอวกาศ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุว่าจะใช้โมเดลร่วมทุน PPP หรือ Public-Private Partnership ระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินสูงไป และยังได้ผลประโยชน์ Spillover Effect จากการดึงดูดอุตสาหกรรมขั้นสูงอื่น ๆ เข้ามาในประเทศไทย

 

โรดแมปการสร้างท่าอวกาศยานไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

 

  • ระยะที่ 1 (ปีที่ 1-2): ศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ และผลักดัน พ.ร.บ. กิจการอวกาศ
  • ระยะที่ 2 (ปีที่ 3-5): คัดเลือกพื้นที่ เปิดประมูล และเริ่มการก่อสร้าง พร้อมเปิดทดสอบเที่ยวบินแบบ Sub-orbital เพื่อทดสอบ
  • ระยะที่ 3 (ปีที่ 5-10): เปิดให้บริการแบบ Orbital Flight เข้าสู่วงโคจร มุ่งสู่การเป็นฮับเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน

 

เพื่อสนับสนุนภารกิจการสร้างท่าอวกาศยาน GISTDA ในฐานะหน่วยงานอวกาศของไทย ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับกับอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ ตั้งแต่ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ หรือ NAIT ระบบจัดการจราจรอวกาศ (STM) และการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะวิศวกรดาวเทียมที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสามารถสร้างดาวเทียมได้เองในประเทศ ที่พร้อมถ่ายทอดข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนเยาวชนที่สนใจในสายงานด้านอวกาศ เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศไทย

 

และสิ่งสำคัญที่ GISTDA กำลังขับเคลื่อน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในขณะนี้ คือการปลดล็อคข้อจำกัด การทดลอง วิจัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจรวดวิจัย ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาจรวดขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยไทย บริษัทตาร์ทอัพในประเทศไทย สามารถนำส่งจรวดขึ้นได้บนแผ่นดินไทย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ต้องส่งเสริมควบคู่ไปกับการพัฒนาท่าอวกาศยาน

 

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ การพัฒนาท่าอวกาศยาน หรือ Spaceport เป็นหมุดหมายที่สำคัญต่อการยกระดับประเทศไทย จากผู้ซื้อดาวเทียมในอดีต สู่ผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรม ที่จะมีมูลค่าสูงกว่า 35 ล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปีจากนี้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย บริษัทไทย ว่ามีความพร้อมและความสามารถในด้านอวกาศได้ไม่น้อยไปกว่าชาติอื่นใด

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ