ประชาสัมพันธ์
จับตา NASA พามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ และบทบาทของไทยในโครงการอาร์เทมิส
จับตา NASA พามนุษย์ กลับไปดวงจันทร์ และบทบาทของไทยในโครงการอาร์เทมิส
มนุษยชาติกำลังจะกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง ในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) เปิดศักราชแห่งการกลับไปสำรวจห้วงอวกาศลึกครั้งใหม่ ที่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการมีส่วนร่วมกับโครงการสำรวจของยุคนี้
อาร์เทมิส 2 มีกำหนดพานักบินอวกาศ 4 ท่าน ออกเดินทางจากท่าอวกาศยานศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) เร็วที่สุดในวันที่ 2 เมษายน เวลา 6:24 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อมุ่งหน้าไปสำรวจดวงจันทร์ เป็นภารกิจแรกนับตั้งแต่อะพอลโล 17 (Apollo 17) เมื่อค.ศ. 1972 หรือนานกว่า 53 ปีที่แล้ว
นอกจากพานักบินอวกาศกลับไปบินผ่านใกล้ดวงจันทร์อีกครั้ง NASA หรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ยังได้เปิดแผนระยะยาวของโครงการอาร์เทมิส ที่มีหมุดหมายในการสำรวจห้วงอวกาศลึกในระยะเวลาที่ยาวนานและต่อเนื่องขึ้น ตลอดจนมุ่งหน้าออกไปสำรวจดาวอังคาร และเป้าหมายที่ไกลโพ้นกว่าเดิม ร่วมกับประเทศพันธมิตรและหน่วยงานอวกาศต่าง ๆ ทั่วโลก
ในการนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีของไทย เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์เทมิสในอนาคต โดยปัจจุบัน GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ได้ลงนามกับข้อตกลงอาร์เทมิส (Artemis Accord) จึงได้ศึกษา “Moon to Mars Architecture Definition Document” หรือเอกสารที่เป็นดั่ง “พิมพ์เขียว” ของภารกิจจากดวงจันทร์สู่ดาวอังคาร เพื่อพิจารณาบทบาทที่ประเทศไทยสามารถเข้าร่วมได้
หนึ่งในหัวข้อสำคัญ คือการศึกษา “12 Sub-Architectures” หรือองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างและพัฒนาโครงการ ระบบต่าง ๆ เพื่อบรรลุภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งประกอบด้วย:
- ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์อวกาศ: เน้นการพัฒนาขีดความสามารถของระบบอวกาศ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ โดยลดการพึ่งพามนุษย์ลง
- ระบบการสื่อสาร ระบุตำแหน่ง นำทาง และพิกัดเวลา: เน้นการระบุตำแหน่งที่แม่นยำ สร้างโครงข่ายรับ-ส่งข้อมูล และกำหนดเวลามาตรฐานของดวงจันทร์
- ระบบจัดการและประมวลผลข้อมูล: เน้นการจัดเก็บ บริหาร และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลร่วมกัน เพื่อสนับสนุนระบบส่วนต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ
- ระบบที่พักอาศัย: เน้นความปลอดภัยและสุขภาพลูกเรือ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ระบบสนับสนุนศักยภาพมนุษย์: เน้นศักยภาพของลูกเรือ เจ้าหน้าที่ของภารกิจ และระบบต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาและทำงานร่วมกันได้
- โครงสร้างพื้นฐานและงานวิศวกรรมสนับสนุน: เน้นพัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการทำงานทั้งบนโลก ในห้วงอวกาศ และบนดวงจันทร์-ดาวอังคาร อย่างรอบด้าน
- การแปรรูปทรัพยากรในดาวเพื่อการพึ่งพาตนเอง: เน้นความสามารถในการใช้สอยทรัพยากรท้องถิ่นบนดาวนั้น ๆ เพื่อแปรรูป หรือนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์
- ระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานอวกาศ: เน้นความสามารถในการจัดการและนำส่งสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งาน ซึ่งรวมถึงการจัดการของเสียให้เป็นตามมาตรฐาน
- ระบบการขับเคลื่อนและการเคลื่อนที่บนดาว: เน้นการนำส่งลูกเรือ หรือสัมภาระบนพื้นผิวของดวงจันทร์/ดาวอังคาร โดยครอบคลุมถึงหุ่นยนต์สำรวจแบบไร้มนุษย์ด้วย
- ระบบพลังงานและการจัดการไฟฟ้า: เน้นการผลิตพลังงาน การนำส่ง และจัดเก็บไว้สำหรับภารกิจด้านต่าง ๆ
- ระบบขนส่งและยานพาหนะอวกาศ: เน้นการพัฒนาระบบนำส่งลูกเรือและสัมภาระ ไปดวงจันทร์/ดาวอังคาร ตั้งแต่การปล่อย เดินทางในห้วงอวกาศ ลงจอด ตลอดจนช่วงกลับโลก
- ระบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และการสำรวจ: เน้นการใช้ประโยชน์จากการสำรวจอย่างครบวงจร ทั้งการวิจัย ทดสอบ การศึกษา และส่งต่อข้อมูลให้กับผู้คนบนโลก
จากการศึกษารายละเอียดโครงสร้างต่าง ๆ GISTDA ได้พิจารณาประเด็นที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยมองถึงสาขาที่ NASA เปิดกว้างให้หน่วยงานจากต่างประเทศเข้าร่วมพัฒนาได้ และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเป็นรากฐานของแกนกลางความสามารถ สำหรับการสำรวจอวกาศไทยในอนาคต พร้อมกับต้องเป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่าเป็น Spinoff หรือผลพลอยได้ของประเทศไทย โดยใช้งบประมาณลงทุนที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อได้หัวข้อที่เหมาะสมกับไทยแล้ว จะมีการหารือร่วมกับ NASA ถึงความเป็นเป็นได้ในการร่วมโครงการ เพื่อลงนามในความร่วมมือการศึกษาร่วมกัน ว่าประเทศไทยจะมีบทบาทในด้านไหนบ้าง อย่างไร และหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ จะมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง
หากประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือได้กำหนดขอบเขตกิจกรรมสำรวจอวกาศที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มพันธมิตร อาจได้เห็นภารกิจสำรวจ งานวิจัย และการแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างไทยกับประเทศในกลุ่มที่มีบทบาทกับโครงการอาร์เทมิสได้อีกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าร่วมโครงการอาร์เทมิสของไทยนั้นมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย ทั้งความซับซ้อนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ ที่สามารถมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และความต่อเนื่องของความร่วมมือในโครงการได้
นอกจากนี้ NASA ยังไม่เคยมีรูปแบบความร่วมมือในโครงการอาร์เทมิส กับประเทศกลุ่ม “Emerging Space Countries” มาก่อน หากประเทศไทยสามารถริเริ่มความร่วมมือได้สำเร็จ อาจเป็นพิมพ์เขียวให้ NASA นำไปปรับใช้เพื่อสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่ยังไม่มีศักยภาพในการสำรวจอวกาศมาก่อนได้อีกเช่นกัน
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้น ทำให้การกลับไปสำรวจดวงจันทร์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ภารกิจที่ส่งนักบินอวกาศลงไปปักธงและเดินทางกลับโลก แต่เป็นการยกระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมอวกาศในองค์รวม เพื่อท้าทายโจทย์ยากของมนุษยชาติ ในการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ระยะยาว และเป็นพื้นฐานให้มนุษย์คนแรกได้ออกเดินทางไปสำรวจดาวอังคาร ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยล้านกิโลเมตรให้ได้นั่นเอง
จากข้อมูลในข้างต้น ทุกท่านคิดว่าเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศประเด็นใด ที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ และลงทุนเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญ และเป็นรากฐานในการสำรวจอวกาศของประเทศบ้าง?
หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้ที่ https://www.nasa.gov/moontomarsarchitecture-architectureworkshops/
ซึ่งจะรวบรวมเนื้อหาประกอบการประชุม ที่ GISTDA ได้เข้าร่วมในฐานะตัวแทนประเทศไทย


แสดงความคิดเห็น