เทคโนโลยีอวกาศสืบสานศาสตร์พระราชากับความเข้าใจ_ดิน
#เทคโนโลยีอวกาศสืบสานศาสตร์พระราชากับความเข้าใจ_ดิน
.
ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี สำหรับคนไทยแล้วเป็นวันที่มีความหมายสำหรับคนไทยอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นวันชาติไทย วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9 และวันพ่อแห่งชาติอย่างที่เราทราบกัน สำหรับสากลโลกแล้วเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญคือ “วันดินโลก (World Soil Day)” ตามมติของทางสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 เพื่อต้องการให้ทุกๆคนเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรดินที่มีต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก
.
ย้อนไปในเดือนเมษายน พ.ศ.2555 ทางสมาพันธ์สมาคมวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้มอบรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) เพื่อสดุดีและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 อันเนื่องมาจากพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจการพัฒนาและแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรดินจนประสบผลสำเร็จและได้รับการยอมรับในระดับสากล ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลกที่ได้ทรงรับรางวัลนี้
.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภาคของประเทศไทย และรับทราบถึงความเดือนร้อนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ในอดีตอาศัยดินในการทำการเพาะปลูกเลี้ยงชีพเป็นหลัก แต่สภาพดินในตอนนั้นกลับเสื่อมโทรมอย่างมาก ประกอบกับได้รับความเสียหายจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ปราศจากการดูแลรักษาบำรุงดิน
.
ทำให้พระองค์ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ถึงความรุนแรงและอันตรายของสภาพดินที่มีความเสื่อมโทรม จึงได้พระราชทานแนวความคิดและพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟูพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน โดยทรงศึกษา วิจัย ทดลอง พัฒนา ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างความสำเร็จ แล้วขยายผลให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ ซึ่งวิธีการหรือแนวทางเหล่านั้น ล้วนเป็นวิธีการที่เรียบง่าย ประหยัด เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้สะดวก กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายทั่วประเทศ เมื่อเวลาผ่านไปความอุดมสมบูรณ์ค่อยๆกลับคืนมาสู่ผื่นแผ่นดินไทยดังเช่นที่เราเห็นเป็นประจักษ์ในปัจจุบัน
.
ในมุมของเทคโนโลยีอวกาศ แม้ว่าจะมีการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมไปพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆมากมาย แต่หนึ่งในงานที่สำคัญคือการทำความเข้าใจสภาพของดิน เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนต่อการพัฒนาด้านเกษตรกรรม มนุษย์เราพัฒนาเซ็นเซอร์ติดตั้งบนดาวเทียมที่สามารถตรวจวัดความชื้นในดินได้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 หรือประมาณเกือบ 40 ปีมาแล้ว เพื่อทำหน้าที่ตรวจวัดค่าความชื้นในดินในแต่ละภูมิภาคของโลก และเก็บบันทึกเป็นข้อมูลให้กับการศึกษานักวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด
.
ด้วยเทคนิคการตรวจวัดด้วยคลื่นไมโครเวฟที่ตกกระทบชั้นดินชั้นบนสุดแล้วสะท้อนกลับมายังเซนเซอร์บนดาวเทียม ซึ่งอาศัยคุณสมบัติพื้นฐานของคลื่นไมโครเวฟที่มีความไวต่อค่าคุณสมบัติทางไฟฟ้าของน้ำที่อยู่ในดิน โดยดินที่มีความชื้นสูงก็จะสะท้อนคลื่นไมโครเวฟกลับไปยังเซนเซอร์ดาวเทียมที่แตกต่างจากดินที่มีความชื้นน้อยกว่าหรือดินแห้ง ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้มนุษย์เราสามารถตรวจวัดปริมาณความชื้นในดินได้จากอวกาศ
.
ปัจจุบันมีดาวเทียมจำนวนหนึ่งที่ปฎิบัติหน้าที่เพื่อการตรวจสอบปริมาณความชื้นในดินโดยเฉพาะ อาทิเช่น ดาวเทียม SMAP (Soil Moisture Active Passive) ของ NASA ดาวเทียม SMOS (Soil Moisture and Ocean Salinity) ของ ESA ดาวเทียม GCOM-W (Global Change Observation Mission – Water ของ JAXA เป็นต้น
.
เนื่องด้วยทรัพยากรดินมีต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก เทคโนโลยีอวกาศโดยเฉพาะข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมจึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่มีการเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับดินมาเป็นตลอด และยังคงมีการพัฒนาเซนเซอร์ดาวเทียมเพื่อการตรวจสอบดินบนโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนความเข้าใจต่อสภาพดิน นำไปสู่การบริหารจัดการหรือต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ด้านอื่นๆได้อย่างเหมาะสม สืบสานงานด้านพัฒนาตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชการที่ 9 ที่ว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ข้อมูลความชื้นในดินจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้และจำเป็นต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อไป
.
#จิสด้า #อวกาศ #ภาพถ่ายดาวเทียม #ความชื้นในดิน #ดาวเทียม #ศาสตร์พระราชา #เข้าใจ #ความมั่นคงทางอาหารของโลก #สภาพดิน

แสดงความคิดเห็น