ประชาสัมพันธ์
ส่องปัญหาจากอวกาศถึงผู้ว่ากทม. : เล่าเรื่องราว “กรุงเทพมหานคร” ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียมกับแนวทางการพัฒนาสู่ “มหานครของทุกคน”

“กรุงเทพฯ หรือ กรุงเทพมหานคร (กทม.)” เมืองหลวงของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้วยศักยภาพดังกล่าว กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดหมายของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาท่องเที่ยว ศึกษา รวมถึงประกอบอาชีพและมองหาโอกาสทางรายได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของสังคมเมือง
.
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ได้รับความสำคัญในการพัฒนา เนื่องจากศักยภาพที่โดดเด่นหลายด้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primate City) ที่มีการกระจุกตัวของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบคมนาคม พื้นที่ธุรกิจและอุตสาหกรรม ตลอดจนแหล่งบริการสำคัญ ด้วยบทบาทดังกล่าว กรุงเทพฯ จึงถูกจัดตั้งเป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ”
.
รูปแบบการปกครองข้างต้น ได้กำหนดโครงสร้างการบริหารเมืองเป็นระบบ “สภาและผู้บริหาร” ซึ่งมีอำนาจหน้าที่แยกจากกันอย่างชัดเจน โดยฝ่ายบริหารหรือ “ผู้ว่าราชการ (Governor)” มีหน้าที่ดำเนินนโยบายและบริหารราชการ ขณะที่ “สภา (Council)” ทำหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบการใช้งบประมาณ การดำเนินงานของฝ่ายบริหาร รวมถึงออกข้อบัญญัติเพื่อใช้ดูแลความเรียบร้อย โดยการปกครองรูปแบบพิเศษถูกออกแบบให้เกิดกลไกถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ นำไปสู่การบริหารที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
.
กรุงเทพฯ เริ่มการบริหารรูปแบบดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) โดยตรงเป็นครั้งแรกในปี 2518 ต่อมาจึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งกำหนดโครงสร้างและแนวทางการบริหารงานให้มีความความคล่องตัวมากขึ้น ส่งผลให้กรุงเทพฯ สามารถกำหนดทิศทางนโยบาย การจัดเก็บรายได้ และการบริหารงบประมาณ เพื่อพัฒนาเมืองได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย แตกต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไปของประเทศ
.
ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการบริหารงานของชาวกรุงเทพฯ เนื่องจากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภาชุดใหม่ เพื่อเลือกผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาภายใน 4 ปีข้างหน้า หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569
.
การเปลี่ยนคณะผู้บริหารที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ ซึ่งหากพิจารณาจากการจัดอันดับศักยภาพของเมืองระดับโลกของสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ระบุว่าในปี 2569 กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 90 จากทั้งหมด 146 เมืองทั่วโลก ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า 4 อันดับ ซึ่งประเมินจากข้อมูลคุณภาพชีวิตและศักยภาพการจัดการครอบคลุมด้านสุขภาวะและความปลอดภัย (Health & Safety) ความคล่องตัวของระบบคมนาคม (Mobility) กิจกรรม (Activities) โอกาสการเข้าถึงการศึกษาและการจ้างงาน (Education & Employment Acess) ตลอดจนประสิทธิภาพการบริหารของภาครัฐ (Governance) ผลการประเมินสะท้อนว่า กรุงเทพฯ ยังคงมีข้อจำกัดและความท้าทายด้านการจัดการเมืองหลายมิติ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
.
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้สำรวจส่วนหนึ่งของตัวอย่างความท้าทายที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาสู่ “มหานครของทุกคน” ผ่านมุมมองจากอวกาศ ดังนี้
.

1) ผังเมืองและความปลอดภัยสาธารณะ กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งเมืองที่พบปัญหาสืบเนื่องจากผังเมือง ซึ่งตามการประเมินของ IMD ในกลุ่มด้านสุขภาวะและความปลอดภัย โดยภาพรวมกรุงเทพฯ มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายหัวข้อ แต่ในประเด็นความปลอดภัยสาธารณะมีคะแนนเพียง 51.6 คะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างพบว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านผังเมือง เนื่องจากการขยายตัวของเมืองในกรุงเทพฯ เกิดก่อนการวางผังเมืองที่เป็นระบบ ทำให้ปัจจุบันโครงข่ายเมืองมีซอยที่หนาแน่นเกิดทางแยกจราจรหลายพื้นที่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของอุบัติเหตุจากการจราจร อีกทั้งบางพื้นที่มีลักษณะเป็นซอยตัน ทำให้การเชื่อมต่อของเมืองขาดความต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงด้านอาชญากรรม รวมถึงกระทบต่อการเคลื่อนย้ายคนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
.

2) ความคล่องตัวและการเข้าถึงเมือง อ้างอิงตามการประเมินของ IMD ในกลุ่มด้านความคล่องตัวของระบบคมนาคมพบว่า กรุงเทพฯ มีปัญหาการจราจรติดขัดที่ได้คะแนนเพียง 24.6 คะแนน และการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่น่าพึงพอใจอยู่ที่ 50.8 คะแนน ซึ่งทั้ง 2 ข้อมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มเมืองในระดับเดียวกัน ปฎิเสธไม่ได้ว่าการจราจรที่เป็นปัญหา ส่วนหนึ่งมีผลสืบเนื่องจากผังเมืองที่ไม่เป็นระบบ ส่งผลให้โครงข่ายเมืองไม่ต่อเนื่องทำให้การจราจรติดขัดหลายพื้นที่ ปัจจุบันคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ยบนถนนเกือบ 1 ชั่วโมงต่อเที่ยวโดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยสากลที่ 40 นาที อีกทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่กำลังพัฒนา เช่น รถไฟฟ้าและระบบขนส่งอื่นๆ หลายเส้นทางยังไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้บางเขตมีทางเลือกการเดินทางจำกัด ต้นทุนการเดินทางสูง ระบบขนส่งสาธารณะจึงยังไม่สามารถตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ บางส่วน
.

3) การพัฒนาเมืองและความเหลื่อมล้ำทางสังคม กรมการปกครองระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีประชากรเข้ามาอยู่อาศัยเกือบ 9 ล้านคน ทำให้เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเติบโตพร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งบริการและย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโดยรวม แต่การขยายตัวที่รวดเร็วส่งผลให้บทบาทของพื้นที่เปลี่ยนแปลง นำไปสู่การ “Gentrification (เจนตริฟิเคชัน)” หรือการที่พื้นที่ถูกพัฒนาให้มีมูลค่าที่สูงขึ้นทำให้ผู้อยู่อาศัยเดิมหรือผู้มีรายได้น้อยอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ เนื่องด้วยอาจจะเป็นค่าครองชีพและค่าที่อาศัยเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันจากการประเมินของ IMD พบว่า ในหัวข้อการหาที่อยู่อาศัยที่มีค่าเช่าไม่เกิน 30% ของเงินเดือน กรุงเทพฯ มีคะแนนอยู่ที่ 46.8 คะแนน ซึ่งถึงจะเกินค่าเฉลี่ยของกลุ่มเมืองในระดับเดียวกัน แต่ประเด็นนี้ยังต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งสะท้อนถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำของกลุ่มคนในสังคมเมือง
.

4) ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ กรุงเทพฯ เป็นอีกเมืองที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลต่อสุขภาพของประชานชน แต่มีอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลเช่นกันคือ “การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล” ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อกรุงเทพฯ ที่อยู่ใกล้อ่าวไทย จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นอีกเมืองที่เสี่ยงต่อการจมน้ำตั้งแต่ปี 2050 เนื่องจากระดับความสูงเฉลี่ยของพื้นที่ประมาณ 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและของแผ่นดินเฉลี่ยปีละ 2-3 เซนติเมตร สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตบางขุนเทียนทีกำลังเผชิญปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
.

5) ข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมของเมืองกับการอยู่อาศัย ในปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังคงเผชิญปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติทั้งด้านคุณภาพอากาศ ซึ่งจากประเมินของ IMD พบว่ามีคะแนนเพียง 25.9 คะแนน สะท้อนถึงปัญหามลพิษทางอากาศที่ยังน่ากังวล นอกจากนี้ปรากฎการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island) จากการขยายตัวของสิ่งปลูกสร้างที่กักเก็บความร้อนทำให้ในเขตเมืองมีอุณภูมิสูงขึ้น รวมถึงพื้นที่สีเขียวที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน อ้างอิงตามการศึกษาของศูนย์การพัฒนาเมือง (UDCC) ระบุว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยเพียง 7.6 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของกรมอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน อีกทั้งการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวหลายพื้นที่อยู่ในระยะที่ไม่สะดวกต่อการเดินเท้า ส่งผลให้ประชาชนต้องพึ่งพาการใช้รถยนต์ ซึ่งอาจเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม
.

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อจำกัดของกรุงเทพฯ ที่สะท้อนผ่านมุมมองของอวกาศ โดยในอนาคต GISTDA มีแผนพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกเพิ่มเติม (THEOS) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการวางแผนและแก้ไขปัญหาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการติดตามการขยายตัวของเมือง รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์และรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ในอนาคต เพื่อยกระดับฐานข้อมูลสำคัญของประเทศให้ครอบคลุมการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

แสดงความคิดเห็น