ประชาสัมพันธ์

04/02/2569 431
แชร์ :

ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 แสดงได้ชัดถึงร่องรอยความเสียหายจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งคราบเขม่าสีดำบนผืนนาและกลุ่มควันสีขาวที่กำลังลอยฟุ้งกระจาย ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของมลพิษทางอากาศ

 

ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 แสดงได้ชัดถึงร่องรอยความเสียหายจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งคราบเขม่าสีดำบนผืนนาและกลุ่มควันสีขาวที่กำลังลอยฟุ้งกระจาย ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของมลพิษทางอากาศ
.

จาก "รอยเผาไหม้" บนผืนดิน สู่ "ฝุ่นพิษ" ในลมหายใจ: ทำไมการหยุดเผาจึงเป็นวาระที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากคนไทยทุกคน

ภาพรอยเผาไหม้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่คือต้นกำเนิดของ “มลพิษทางอากาศ” ที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของพวกเราทุกคน บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า ทำไมการแก้ปัญหานี้จึงทำเพียงลำพังไม่ได้ และทำไมรัฐบาลถึงประกาศให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในอดีต การเผาตอซังข้าว ข้าวโพด หรือเศษวัชพืช อาจดูเป็นวิถีปฏิบัติที่ง่ายและประหยัดต้นทุนที่สุดสำหรับเกษตรกรในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ แต่ในปัจจุบันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ประกอบกับสภาวะอากาศปิดในช่วงต้นปี ทำให้ฝุ่นควันจากการเผาไม่สามารถลอยตัวออกไปได้ มันจึงย้อนกลับมาปกคลุมเมืองและชุมชน

ปัจจุบัน รัฐบาลตระหนักดีว่า การใช้กฎหมายห้ามปรามเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน จึงได้ผลักดันนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว ได้แก่ 1) โดยเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผา มาเป็นการไถกลบเพื่อคืนปุ๋ยสู่ดิน หรือการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์อื่นๆ
2) ส่งเสริมการนำฟางข้าว ใบอ้อย และตอซังข้าวโพด ไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ปุ๋ยอินทรีย์ หรืออาหารสัตว์ ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งขยายตลาดรับซื้อเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม แทนที่จะเผาทิ้งเปล่าๆ
3) ภาครัฐจับมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ ผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยจะไม่รับซื้อพืชผลทางการเกษตรที่มาจากแปลงที่มีการเผา เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

การจะเปลี่ยนพื้นที่สีดำตามข้อเท็จจริงด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียมให้กลับมาเป็นพื้นที่เกษตรสีเขียวที่ยั่งยืน ต้องอาศัยฟันเฟืองจาก 3 ส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน:

• ภาคเกษตรกร : "ผู้เปลี่ยนผ่าน" เพราะเกษตรกรคือหัวใจสำคัญที่จะเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา การหยุดเผาอาจหมายถึงต้นทุนการจัดการที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณภาพดินที่ดีขึ้นในระยะยาว และสุขภาพที่ดีของคนในชุมชน “เกษตรกรคือผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” เพียงเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เครื่องจักรไถกลบ หรือการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการเศษวัสดุ โดยมีหน่วยงานรัฐที่พร้อมเข้าไปสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

• ภาครัฐและเอกชน: "ผู้สนับสนุน" ต้องอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการประกันราคารับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรให้คุ้มค่า เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหยุดเผาได้อย่างจริงจัง

• ภาคประชาชน: "พลังขับเคลื่อนสังคม" แม้เราจะไม่ได้ทำนาหรือทำไร่ แต่คนเมืองและประชาชนทั่วไปมีส่วนสำคัญมาก เช่น แจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการเผาในที่โล่งผ่านแอปพลิเคชันหรือสายด่วนของรัฐ หรืออุดหนุนสินค้าเกษตรที่ระบุว่า "ปลอดการเผา" (Zero Burn) เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้ตลาด หรืองดการเผาขยะในครัวเรือนและการจุดธูปเทียนเกินความจำเป็น เป็นต้น

ภาพควันไฟและรอยไหม้บนพื้นดิน ไม่ใช่แค่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือ "สัญญาณเตือนภัย" ที่ส่งถึงพวกเราทุกคน การคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือความร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกันอย่างจริงจัง

#GISTDA #อว #THEOS2 #พื้นที่เผาไหม้ #รณรงค์หยุดเผา #ภาพจากดาวเทียม #พื้นที่เกษตร 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ