ประชาสัมพันธ์
ตามเทรนด์โลก “ Geo Health ” ด้วย “Life Dee” แอปแรกในไทย…บูรณาการข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศ ฯ กับสุขภาพคนไทย

“Geo Health” แนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับโลก เป็นการผสานข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์เชิงพื้นที่ ช่วยให้เข้าใจปัญหาด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างแม่นยำ ช่วยในการติดตาม เฝ้าระวัง วางแผน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
.
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศ ถือเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “Geo Health” ในประเทศไทย โดยได้นำมาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน “Life Dee” ซึ่งเป็นแอปแรกของไทยที่ผสานข้อมูลภูมิสารสนเทศเข้ากับข้อมูลด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ
.
ดร.ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมภูมิสารสนเทศ GISTDA ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม จากข้อมูลทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศรวมกว่า 9 ล้านคน โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็ก
.
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” ซึ่ง GISTDA พัฒนาขึ้นในช่วงวิกฤติฝุ่น PM2.5 พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานจะพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ แต่ข้อมูลที่ให้ยังจำกัดเพียงเพื่อการหลีกเลี่ยง ไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพได้ ทำให้ประชาชนไม่สามารถป้องกันตนเองหรือเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างทันท่วงที
.
ดังนั้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวและลดผลกระทบจากโรคระบบทางเดินหายใจ GISTDA จึงร่วมมือกับกรมอนามัย พัฒนาแอปพลิเคชัน “Life Dee” โดยต่อยอดจากแอป “เช็คฝุ่น” ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่รวมระบบรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ระบบประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพไว้ในที่เดียว เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้แบบเรียลไทม์
.
โดย “Life Dee” เป็นแอปพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพ เปิดตัวบริการอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 กันยายน 2566 รองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส ปัจจุบันมีฟังก์ชันหลัก คือ 1. ข้อมูลสภาพอากาศปัจจุบัน โอกาสเกิดฝนและปริมาณฝน 2. แจ้งเตือนข้อมูลปริมาณฝุ่นมลพิษในอากาศ PM2.5 ,PM10, และดัชนีคุณภาพอากาศ AQI 3. แจ้งเตือนข้อมูลดัชนีความร้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพ 4. แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออกในพื้นที่ศึกษา 5. ค้นหาและนำทางไปยังสถานพยาบาลใกล้เคียง และ 6. การเผยแพร่ความรู้เรื่องมลพิษทางอากาศและสุขภาพ
.
“GISTDA พัฒนาแอปพลิเคชั่น Life Dee ขึ้นมา เพื่อบอกสถานการณ์พื้นที่เสี่ยง PM 2.5 ซึ่งเราไม่ได้ทำเพื่อใช้เฉพาะการรายงานข้อมูลของ GISTDA เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเป็นศูนย์รวมของประชาชนในการแจ้งเตือนโรคภัยไข้เจ็บ โดยใช้ความเข้มแข็งของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเข้ามาช่วย จึงมีการดึงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ Life Dee สามารถบอกมลพิษทางอากาศได้ครบทุกมิติ และสิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นไฮไลท์ของแอปนี้ ก็คือ สามารถเข้าถึงสถานพยาบาลใกล้ตัวได้ ซึ่งไม่ได้สนใจเฉพาะระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้งานที่มีทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนที่ห่วงใยเรื่องสุขภาพ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถเข้าแอป คลิ้กฟีเจอร์ค้นหาสถานพยาบาล มีเบอร์โทรและสามารถใช้โปรแกรม Where ซึ่งเป็น Navigator ที่ GISTDA พัฒนาขึ้นมา นำทางไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้านได้ทันที ซึ่งจะครอบคลุมสถานีอนามัยและสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ”
.
ดร.ฌานิกา บอกอีกว่า GISTDA ได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนฝุ่นละออง PM 2.5 จากดาวเทียม โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ทั่วประเทศ มีการบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียม เช่น Himawari ร่วมกับสถานีตรวจวัด PM 2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ และข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
.
ระบบแจ้งเตือนดัชนีความร้อน (Heat Index) ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่สำคัญ โดยใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) นอกจากนี้ GISTDA ยังร่วมกับกรมควบคุมโรค พัฒนาแบบจำลองพื้นที่เสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม และได้ทดลองในพื้นที่นำร่องที่จังหวัดนครราชสีมา
.
ทั้ง HEAT INDEX ที่เฝ้าระวังการเกิดโรคฮีทสโตรก และโมเดลพื้นที่เสี่ยงโรคไข้เลือดออก ต่างแสดงให้เห็นถึงแนวคิด “ Geo Health ” ที่ใช้ความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศจาก GISTDA ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงกับโอกาสในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้
.
“จากเริ่มแรกที่พัฒนาแอปขึ้นมา เพื่อด้านสาธารณสุข แต่เมื่อทำไป ทำให้รู้ว่ายังมีอีกหลายโรคที่ต้องการใช้เข้มแข็งทางเทคโนโลยีของ GISTDA ไปวิเคราะห์ด้านความเสี่ยง และสามารถทำให้แอปนี้ กลายเป็นแอปเพื่อสังคมที่ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกมาก อย่างเช่น การใช้งานของผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 นี้ GISTDA มีโครงการทำแผนที่เข้าถึงบริการสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ เช่น ลิฟต์ ห้องน้ำ ทางลาด และป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีการนำมาใส่ไว้ในแอป Life Dee ”
.
ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีของการให้บริการ แอป Life Dee มีผู้ใช้งานมากกว่า 30,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยที่ผ่านมา GISTDA และกรมอนามัยได้จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่หน่วยงานสาธารณสุขใน 77 จังหวัด รวมถึงการอบรม อสม. เพื่อขยายการใช้งานแอปให้ครอบคลุมถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
.
ทั้งนี้แอปพลิเคชั่น Life Dee ยังได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2567 ด้านการบริการภาครัฐระดับดี ประเภทนวัตกรรมบริการ และยังเป็นแอปเดียวจากเอเชียที่ได้รับเชิญจากองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้นำเสนอแนวคิดในการประชุมระดับนานาชาติ “International Conference on Space and Global Health” ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการขยายแนวคิด Geo Health สู่ระดับสากล
.
สำหรับเป้าหมายในอนาคต GISTDA มีแผนพัฒนา Life Dee ให้เป็นมากกว่าแอปสุขภาพ โดยจะต่อยอดเป็นระบบบริการสาธารณสุขแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “One Health One Service” และร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบ “Health Atlas” แผนที่ข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศไทย
.
สนใจ..อยากมีแอปพลิเคชั่นคู่ใจด้านสุขภาพ เสิร์ชหาคำว่า “Life Dee” และโหลดมาใช้ได้เลย

แสดงความคิดเห็น