CG&CSR ของ สทอภ. อยู่ในระหว่างปรับปรุงเว็บไซต์
มาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ.
ปัจจุบัน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. หรือ GISTDAมีแนวคิดการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคมสอดแทรกอยู่ในการทำงานขององค์กรอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่า สทอภ. ได้ระบุไว้ในประวัติความเป็นมาอย่างชัดเจนว่า “GISTDA เป็นหน่วยงานของรัฐในรูปแบบองค์การมหาชน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารและดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ บริการวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” นอกจากนั้น สทอภ. ยังระบุไว้ในทั้งเป้าประสงค์และพันธกิจในการดำเนินกิจการองค์กรอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศไว้อย่างชัดเจน
หากพิจารณาถึงโครงสร้างของหน่วยงานภายใน สทอภ. แล้วจะเห็นว่าได้มีการกำหนดโครงสร้างการทำงานไว้เพื่อรองรับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีปัจจัยของการจัดทำแผนแม่บทการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการรับผิดชอบต่อสังคม ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการรับผิดชอบต่อสังคม
สทอภ. ได้ระบุในยุทธศาสตร์ สทอภ. (พ.ศ. 2561 – 2564) ไว้อย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ขององค์กรกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาประเทศ ในบริบทของการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการทำงานที่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ การเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดสมดุลของการทำงาน และพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่สามารถนำองค์กรไปสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างยั่งยืน
2. โครงสร้างองค์กรและคณะกรรมการ
สทอภ. มีโครงสร้างองค์กรที่แบ่งส่วนการทำงานอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส สอดรับกับภารกิจขององค์กรอย่าง เหมาะสม นอกจากนั้นยังมีสำนักตรวจสอบภายในที่ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการอันจะมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบภายในได้อย่างเต็มที่ สะท้อนให้เห็นว่า สทอภ. มีความตั้งใจจริงในการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการรับผิดชอบต่อสังคม
3. แนวนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของ สทอภ.
โดยที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม ได้จัดทำร่างนโยบายการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีของ สทอภ. ขึ้นและคณะกรรมการ สทอภ. ในการประชุมครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีมติเห็นชอบร่างแนวนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จึงกำหนดแนวนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อเป็นมาตรฐาน แนวทางปฏิบัติ สำหรับเจ้าหน้าที่ สทอภ.
ในการพัฒนาแผนแม่บทการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ. ในครั้งนี้ได้นำแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) เรื่องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) 17 ด้าน (โปรดดูภาพที่ 1) มาใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนด้วย แนวคิด SDGs นี้ก็ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทยมีการนำแนวคิดดังกล่าวมาบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของทุกส่วนราชการ

ที่มา : United Nations , 2015
ในการดำเนินการของ สทอภ. มีเป้าหมายที่นำไปสู่เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ชัดเจน ทั้งในงานด้านการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อตอบสนองภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคงของประเทศ การดำเนินงานเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร การประยุกต์ใช้งานข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อการบริหารจัดการน้ำ การจัดการด้านการเกษตรและป่าไม้ การเฝ้าระวังป้องกันภัย การจัดการด้านภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนด้านการจัดการเมืองและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวแสดงให้เห็นว่า สทอภ. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
(ร่าง) มาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ.
ที่มา:
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) ได้กําหนดมาตรฐานสากลเรื่อง Social Responsibility ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า ISO 26000 เพื่อให้เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่เป็นข้อแนะนํา สําหรับหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมีสถานะเป็นเพียงข้อแนะนําในการปฏิบัติมิได้เป็นมาตรฐานระบบการจัดการ (Not be a management system standard) และไม่ได้ใช้สําหรับการรับรองโดยหน่วยงานบุคคลที่สาม (Not be intended for third-party certification) ทั้งนี้ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization หรือ ISO) มีกําหนดเวลาการจัดทํามาตรฐาน ISO 26000 คือ จัดทําร่างมาตรฐานฉบับแรกสําหรับคณะกรรมการ (First Committee Draft : CD.1) ภายในปี พ.ศ. 2549 จัดทําร่างมาตรฐาน (Draft International Standard : DIS) ภายในปี พ.ศ. 2550 จัดทําร่างมาตรฐานฉบับสุดท้าย (Final Draft International Standard : FDIS) ในราวเดือนกันยายน 2550 และกําหนดประกาศใช้เป็นมาตรฐานสากลในราวเดือนตุลาคม 2551 ทั้งนี้ การนํา CSR (Corporate Social Responsibility) ไปใช้ในองค์กรต่างๆ นั้นมีข้อแนะนําเกี่ยวกับหลักการสําคัญ การนําหลักการไปสู่ภาคปฏิบัติ และการมอบหมายผู้รับผิดชอบในองค์กรสรุปได้ดังนี้
หลักการสําคัญของ CSR:
เคารพสิทธิมนุษยชน
ใช้หลักสิทธิมนุษยชนในการดําเนินงานขององค์กร ซึ่งองค์การสหประชาชาติที่ชื่อว่า“Universal Declaration of Human Rights” ได้ประกาศไว้ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2491 และสําหรับประเทศไทยในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในหมวดที่ 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560
สงเสริมการดําเนินธุรกิจแบบยั่งยืน
เชื่อมโยงแนวทางเพิ่มผลกําไรขององค์กรให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่นด้วย โดยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนให้เจริญเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาสังคมด้วย
ยอมรับความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา
ดําเนินธุรกิจพร้อมกับพัฒนาสังคมโดยไม่คํานึงถึงความแตกต่างทางสังคม อาทิ เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรม หลักศาสนา ความพิการ ฯลฯโดยเคารพคุณค่าที่อยู่ภายในของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเหล่านั้น และแสดงออกถึงความเคารถในวัฒนธรรมที่หลากหลายในการดําเนินงานต่างๆ ขององค์กร
ประกาศเจตนารมณ์ให้สังคม ได้รับทราบ
สื่อสารให้สังคมรับทราบว่าองค์กรมุ่งมั่นพัฒนาสังคมเพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมต่างๆขององค์กรได้ถูกปรับให้เข้ากับความต้องการของคนในสังคม และการดําเนินธุรกิจจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและสังคมด้วย
มีความซื่อสัตย์ในการดําเนินงาน
ดําเนินงานด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรมในทุกๆ กิจกรรมขององค์กร หลีกเลี่ยงการคอรัปชัน และการติดสินบนทุกรูปแบบ
(ที่มา: เอกสารบทวิเคราะห์ เรื่อง การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง สำหรับมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 กระทรวงอุตสาหกรรม หน้า 2 โดยได้เสนอเป็นข้อแนะนำเกี่ยวกับหลักการสำคัญ และแนวทางสู่ภาคปฏิบัติ)
ความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นมีองค์ประกอบหลากหลาย ซึ่งใน ISO 26000 ได้กำหนดองค์ประกอบหลักของความรับผิดชอบไว้ 7 ประเด็นหลัก คือ
- การกำกับดูแลองค์กร (Organizational Governance)
- สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
- การปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices)
- การปฏิบัติดำเนินงานอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices)
- ผู้รับบริการ (Consumer Issues)
- สิ่งแวดล้อม (Environment)
- การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development)

(ที่มา: ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4272 (พ.ศ.2553) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม หน้าที่ 6 ข้อกำหนด มอก 26000-2553 (ISO 26000:2010))
ดังนั้น เพื่อให้ สทอภ. มีมาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทางของ ISO 26000 ของ สทอภ. จึงได้มีการ กำหนดรายละเอียดของมาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ. ไว้ขึ้นเป็นมาตรฐานเพื่อให้บุคลากรของ สทอภ. ได้ถือปฏิบัติเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐานเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติตามแผนปฏิบัติงานประจำปี หรือจัดทำเป็นกิจกรรม/ โครงการเฉพาะขึ้นมา หรืออาจทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบของกิจกรรม/ โครงการภายใต้แผนแบ่บทด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดำเนินไปได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
มาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ. มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
จากรายละเอียดของมาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมของ สทอภ. ที่ได้กำหนดไว้ข้างต้นสามารถใช้เป็นกรอบมาตรฐานและแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้บุคลากรของ สทอภ.ทุกระดับ ได้ถือปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรสำหรับความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้มีความเป็นมาตรฐาน มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล
