• ภาษาไทย
  • English

BCG คืออะไร?

BCG คืออะไร?

เทคโนโลยีอวกาศ + ภูมิสารสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทกับ BCG ได้อย่างไร...

untitled-1-01.jpg

   BCG Model เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่ประเทศไทยนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อที่จะพาประเทศก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” และลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการใช้ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อมๆ กัน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อน

   โดยเครื่องมือที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ใช้เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG คือ "ระบบดาวเทียม" ซึ่งจะมีดาวเทียมเป็นองค์ประกอบหลัก และดาวเทียมนั้นมีหลายรูปแบบ หลายประเภท รวมทั้งมีระดับความสูงและวงโคจรที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องใช้ดาวเทียมที่หลากหลาย เนื่องจากการใช้ประโยชน์ที่ต่างกันครับ ส่วนภูมิสารสนเทศเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ประกอบไปด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่

Mapping ซึ่งก็คือแผนที่ที่จะบอกว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง

Monitoring เป็นการเฝ้าติดตามที่มีมิติเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับแผนที่จะทำให้เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อไหร่ อย่างไร

Modeling เมื่อข้อมูลมีความหลากหลายจึงจำเป็นต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้เราสามารถประเมิน คาดการณ์ และวิเคราะห์หาต้นเหตุ และผลที่จะเกิดขึ้นต่อไป

Measurement การวัดเป็นเรื่องสำคัญและต้องใช้ข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกัน เช่น การวัดความยากจนก็ต้องนำข้อมูลรายได้ หนี้ รายจ่าย และเงินที่มี เพื่อคำนวณหาความยากจน เป็นต้น

และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญมากนั่นคือ Management เพราะ 4 กระบวนการที่กล่าวมาจะเกิดประโยชน์เป็นรูปธรรมได้ ก็ต่อเมื่อมีการนำไปบริหารจัดการให้ดีขึ้น นั่นเองครับ

 

untitled-1-02.jpg

 

ที่นี้เรามาดูกันดีกว่าว่า “เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ” จะเข้าไปมีส่วนผลักดันและขับเคลื่อนนโยบาย BCG ของประเทศได้อย่างไรกันบ้าง?

Bio economy:

เศรษฐกิจชีวภาพมักผูกโยงกับการเพาะปลูก ซึ่งพืชและต้นไม้ทั้งหลายจะต้องอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพื่อการสังเคราะห์แสง รวมทั้งอาศัยน้ำ แร่ธาตุ และดิน เพื่อการเจริญเติบโต
“เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” จะทำให้เราได้รู้ว่ามีแร่ธาตุสำคัญอยู่ที่ไหน? ดินที่เหมาะสมอยู่ที่ใด? หรือแหล่งน้ำที่จะใช้เพื่อการเพาะปลูกอยู่ตรงไหน? เป็นต้น  อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงของพืชก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก็ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ remote sensing อย่างเซนเซอร์วัดรังสีอินฟราเรด (IR) เพื่อหาค่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสมได้อีกด้วย

นอกจากนี้ “เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ” ยังนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการตรวจวัดพื้นที่เพาะปลูกในระดับ 10 ล้านไร่ หรือ 100 ล้านไร่ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับการเพาะปลูกที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 

Circular economy:

หลักสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือการนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ รียูส(reuse) ซึ่งสิ่งสำคัญของการนำกลับมาใช้ใหม่ คือ “ต้องทำได้เร็ว” เพราะการติดขัดในกระบวนการต่างๆ ถือเป็นอุปสรรคต่อการนำกลับมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น การจัดการขยะ ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องปริมาณ แต่การติดขัดในกระบวนการขนส่ง กระบวนการจัดการต่างๆ จะทำให้ขยะสะสมมากขึ้นจนยากต่อการบริหารจัดการ

การรวบรวมขยะเข้าสู่ศูนย์กำจัดขยะแหล่งใหญ่เพียงแหล่งเดียว จะทำให้ติดขัดเหมือนการจราจร ซึ่งการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ได้ต้องทำให้กระบวนการต่างๆ เกิดขึ้นได้เร็ว  โดยแทนที่จะรวมขยะไปที่ศูนย์ใหญ่ ก็เปลี่ยนเป็นกระจายขยะไปยังศูนย์จัดการขนาดเล็ก การใช้ “เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” จะช่วยให้เราเลือกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับตั้งศูนย์จัดการขยะขนาดเล็ก เป็นต้น

 

untitled-1-03.jpg

 

Green economy:

เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งจิสด้ามีส่วนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวได้จาก “เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ” ในการเฝ้าติดตาม เพื่อช่วยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมได้ เช่น การปลูกข้าวโพด ระบบจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของจิสด้า จะช่วยตอบเกษตรกรไร่ข้าวโพดได้ว่า “ควรปลูกข้าวโพดที่ใดและเมื่อไหร่” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติมจากการขายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แทนที่จะเผาทิ้งจนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากจะช่วยหาพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก เพื่อลดปัญหาการเผาวัสดุเหลือทิ้ง ลดการใช้ทรัพยากรและลดการใช้น้ำแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยในเรื่อง “ปฏิทินการเพาะปลูก” ได้ โดยการติดตามพืชแต่ละแปลงว่า “จะออกดอกเมื่อไหร่” “ควรใส่ปุ๋ยใส่ยาเมื่อไหร่ในปริมาณเท่าไหร่” “แปลงไหนพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว” รวมไปถึงช่วยวางแผนการผลิต การขาย และรับซื้อได้อีกด้วย

อีกประเด็นที่มีการพูดถึง และเริ่มนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ก็คือ “การติดตามเพลี้ยกระโดดในข้าว” ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง โดยลักษณะการระบาดของเพลี้ยกระโดดคือเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ซึ่งการรายงานของเกษตรกรในพื้นที่ที่ระบาดเข้าสู่ระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ จะทำให้เราเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายของฝูงเพลี้ยกระโดด นำไปสู่การป้องกันด้วยการ “ถาง” พื้นที่ที่เกิดการระบาด ทำให้เพลี้ยกระโดดระบาดต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ไม่ได้
อีกตัวอย่างที่จิสด้านำมาช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียวคือ การตรวจตราและเฝ้าระวังการปล่อยมลพิษในทะเล โดยระบบสามารถคาดการณ์ได้ว่า “มลพิษในทะเลนั้นจะลอยไปทิศทางไหน เมื่อไหร่” โดยคาดการณ์ได้ระดับรายวัน รายชั่วโมง รวมทั้ง ยังหาต้นตอของมลพิษนั้นได้อีกด้วย

 

นับเป็นอีกภารกิจสำคัญที่จิสด้าต้องอาศัยเทคโนโลยีและองค์ความรู้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับนโยบาย BCG ซึ่งจะไม่ใช่แค่ตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องทำให้เห็นเป็นภาพรวมของทั้ง BCG เพื่อให้เกิดการผลักดันและขับเคลื่อนที่เป็นจริงได้นั่นเอง

 

#จิสด้า #gistda #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20