ประชาสัมพันธ์

01/05/2569 257
แชร์ :

จาก “บุญบั้งไฟ” สู่การยกระดับเกษตรที่แม่นยำ: เมื่อความเชื่อถูกท้าทายด้วยสภาพอากาศ

 

นี่ไม่ใช่การปล่อยยานอวกาศหรือจรวด แต่คือการจุดบั้งไฟประจำปีในงานประเพณีบุญบั้งไฟ จิตวิญญาณของพี่น้องชาวยโสธรและชาวอีสาน ประเพณีนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นขวัญกำลังใจก่อนเริ่มต้นการเพาะปลูกข้าวนาปี

.

“ประเพณีบุญบั้งไฟ” หรือบุญเดือน 6 (ในปฏิทินจันทรคติไทย) ตามฮีต 12 คอง 14 สะท้อนวิถีชีวิตของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในอดีตต้องอาศัยการคาดการณ์สภาพอากาศ ทำให้วิถีชีวิตผูกพันกับการขอฝน อีกทั้งพื้นที่ราบภาคอีสานมีความแห้งแล้ง จึงเกิดความเชื่อว่า หากไม่มีการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาพระยาแถน (เทพแห่งฝน) ฝนจะไม่ตกตามฤดูกาล น้ำไม่เพียงพอต่อการทำนา บั้งไฟจึงนับเป็นภูมิปัญญาของคนในอดีตที่คิดค้นวิธีนำวัตถุขึ้นสู่ท้องฟ้า ด้วยการอาศัยแรงดันของควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ความเชื่อดั้งเดิมนี้พัฒนามาเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

.

แต่หากพิจารณาตามสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงใกล้เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี จากข้อมูลบนแพลตฟอร์ม  “Crops Drought”  (https://cropsdrought.gistda.or.th/) ที่พัฒนาโดย GISTDA เพื่อติดตามการใช้น้ำของพืชและประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งด้วยข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ ระบุว่าช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ปริมาณน้ำในเขื่อนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทุกแห่งเริ่มอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 50% ของความจุอ่าง (ยกเว้นเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และเขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร) ขณะที่ภาพรวมปริมาณน้ำคงเหลืออยู่ที่ระดับน้ำน้อยประมาณ 47% ของความจุอ่างรวมทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำเหลือเพียง 33% ของความจุอ่าง (ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569) นอกจากนี้ข้อมูลการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า 6 เดือนยังชี้ให้เห็นว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มได้รับความเสียหายจากภัยแล้งระดับน้อยถึงปานกลาง ตรงกับช่วงเริ่มต้นการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร

.

นอกจากสถานการณ์ปริมาณน้ำคงเหลือในเขื่อนแล้ว สถานการณ์ฝนก็ยังเป็นที่น่ากังวล โดยรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ช่วงกลางปี 2569 นี้ (มิถุนายน - สิงหาคม) มีโอกาสมากกว่า 60% ที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนจากสภาวะปกติเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งอาจมีระยะเวลาต่อเนื่องหลายเดือนและแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระดับปานกลางถึงค่อนข้างรุนแรงในช่วงปลายฤดูฝน (กันยายน - ตุลาคม) จากสภาวะดังกล่าว ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและฝนลดลง คาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะน้อยลงกว่าปี 2568 นำไปสู่ภาวะฝนทิ้งช่วง เกิดภัยแล้งรุนแรงกว่าเดิม อาจกระทบกับปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนปี 2570 และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำสำหรับการทำนาข้าวอย่างฉับพลันในบางพื้นที่ อย่างที่ทราบดีว่า ช่วงฤดูฝนเป็นระยะเวลาสำคัญในการเจริญเติบโตของข้าว หากเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นข้าวเกิดภาวะเครียดจากการขาดน้ำ การเจริญเติบโตหยุดชะงัก คุณภาพและผลผลิตลดลง นำไปสู่ผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อต้นทุนการผลิต

.

สภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้คาดการณ์ผลผลิตได้ยากขึ้น การทำเกษตรแบบเดิมและรอคอยฝนอย่างเดียวอาจไม่พอ คำถามคือ เกษตรกรจะมีวิธีรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ปัจจุบันจึงมีการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาประยุกต์ร่วมกับภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของเกษตรกร โดย GISTDA ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “Dragonfly” หรือ “แอปแมลงปอ” เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีเชิงพื้นที่ สำหรับยกระดับการวางแผนและจัดการ ตั้งแต่เริ่มปลูกกระทั่งขายผลผลิต ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายฟังก์ชันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

.

กลุ่มฟีเจอร์ที่ 1 รู้ทันสภาพอากาศ ราคาซื้อขาย และคาดการณ์ผลผลิต เพื่อวางแผนการเกษตรด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

 

- ข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ช่วยติดตามแบบรายชั่วโมงและล่วงหน้าได้ 7 วัน ครอบคลุมข้อมูลอุณหภูมิ ปริมาณฝน ความชื้นสัมพัทธ์ ทิศทางลม และการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆ พร้อมแจ้งเตือนสภาวะวิกฤตสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้แก่ ก่อนปลูก ก่อนใส่ปุ๋ย และก่อนเก็บเกี่ยว

 

- ราคาซื้อขายผลผลิตจากผู้ควบคุมราคาสินค้าอย่างกระทรวงพาณิชย์ สำหรับวางแผนการตลาดและรายได้

 

- ข้อมูลภัยพิบัติจากดาวเทียม (น้ำท่วม น้ำแล้ง และจุดความร้อน) รู้ทันภัยพิบัติในแปลงและรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตร 

 

- ความชื้นผิวดินและความต้องการน้ำของพืชรายแปลงจากดาวเทียม เพิ่มศักยภาพการจัดการน้ำ โดยไม่ต้องติดอุปกรณ์เซนเซอร์ภาคพื้นดิน 

 

- การคาดการณ์ผลผลิตของข้าวและอ้อย รู้แนวโน้มก่อนเก็บเกี่ยวว่า ผลผลิตเพิ่ม ลด หรือปกติ ช่วยตัดสินใจเพิ่มการดูแล ปรับปุ๋ย น้ำหรือไม่ 

.

กลุ่มฟีเจอร์ที่ 2 รู้แปลง รู้พืช สู่เป้าหมายลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

 

- วาดแปลงด้วยการระบุพิกัด สร้างตัวตนทางดิจิทัลสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน (Farmbook) เชื่อมต่อกับทะเบียนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 

- ติดตามสุขภาพพืชรายสัปดาห์ รู้ปัญหา แก้ไขได้ทันทีไม่ต้องเดินทั่วแปลง อัปเดตข้อมูลทุก 5 วัน ด้วยภาพจากดาวเทียมปลอดเมฆและการวิเคราะห์เชิงลึก แสดงแผนที่โซนแถบสีที่บอกสุขภาพของพืช เช่น สีเขียวเข้ม พืชสมบูรณ์เติบโตดี สีเหลืองหรือแดงพืชมีความเครียดไม่สามารถเติบโตตามระยะเวลาที่ควรเป็น  
 

- แนะนำการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสำหรับผู้ปลูกข้าว เพียงระบุวันใส่ปุ๋ยและผลผลิตที่ต้องการ เพื่อคำนวณปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสมต่อความต้องการจริงในแต่ละช่วงอายุ ลดต้นทุนปุ๋ยในรอบฤดูกาลเพาะปลูกข้าว
 

- ข้อมูลสภาพดินโดยใช้ชุดข้อมูลดินจากกรมพัฒนาที่ดินกับภาพจากดาวเทียม เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิความชื้นให้เกษตรสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน

.

จากภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบัน แอปแมลงปอ หรือ Dragonfly มีเป้าหมายเพื่อเป็นเข็มทิศและเพื่อนคู่คิดของเกษตรกร โดยผสานศักยภาพของข้อมูลดาวเทียม ภูมิสารสนเทศ และข้อมูลการเกษตรจากหน่วยงานความร่วมมือ เพื่อให้เกษตรกร “รู้ก่อนตัดสินใจ” เปลี่ยนจากแบบคาดเดาสู่ “การเกษตรที่แม่นยำ (Precision Agriculture)” 

.

แน่นอนว่า บั้งไฟจะยังถูกจุดขึ้นทุกปีในฐานะประเพณีที่เป็นขวัญกำลังใจให้เกษตรกร แต่สภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอน ความอยู่รอดของเกษตรกร ต้องไม่พึ่งพาการรอคอยฝน แต่อยู่กับการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม

.

หากสนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Dragonfly” หรือ “แอปแมลงปอ” ได้ทั้ง App Store & Play Store หรือตามลิงค์ด้านล่าง

 

App Store: https://apps.apple.com/th/app/dragonfly/id1668939031?l=th

Google Play:  https://play.google.com/store/apps/details?id=com.gistda.agriplatform

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ