ประชาสัมพันธ์
เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง จากเทคโนโลยีอวกาศสู่การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น “Resilient City”

ท่ามกลางภัยพิบัติที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การสร้างความพร้อมในการรับมือและพัฒนาเมืองให้เป็น Resilient City หรือเมืองที่มีขีดความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นประเด็นสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั่วโลก เพราะจะช่วยทั้งการป้องกัน ลดความสูญเสีย และสามารถฟื้นฟูจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว
จากประเด็นดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคงทางสังคม สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งนำเทคโนโลยีดาวเทียม หรือข้อมูลจากอวกาศ มาประยุกต์ใช้ในด้านสุขภาพเชิงพื้นที่สำหรับประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ LifeDee ” และมุ่งเน้นขยายฐานกลุ่มผู้ใช้งานไปยัง “กลุ่มเปราะบาง” เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมมากยิ่งขึ้น จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนา “ เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ขึ้น โดยจะเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน LifeDee ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2569 นี้
ดร.ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางสังคม สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวว่า ฟีเจอร์นี้มีที่มาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ซึ่ง GISTDA ได้พัฒนา “ แบบจำลองประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัยและเส้นทางอพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง ” ที่ทำให้เห็นภาพพื้นที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมและพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงคำนวณเส้นทางอพยพให้ด้วย จึงนำมาพัฒนาต่อยอดเป็น “แผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง” โครงการต้นแบบแห่งแรกในพื้นที่หาดใหญ่ และอยู่ระหว่างการดำเนินการความร่วมมือกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีความพร้อมในเรื่องสถานีตรวจวัดระดับน้ำในการเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งที่สอง
“จากการถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ นำมาสู่แนวคิดการสร้างแผนที่อพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง กรณีเกิดเหตุการณ์อุทกภัย เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นภาพรวมของพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัยได้ทันที ลดความผิดพลาดในการสั่งการอพยพ โดยระบบจะตรวจสอบเส้นทางที่สามารถ “ไปได้จริง” เท่านั้น ซึ่งในอนาคต GISTDA มีแผนที่จะพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลน้ำท่วมแบบ Near real-time ระดับความเสี่ยง ตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง จุดปลอดภัย และโครงข่ายถนน เพื่อประเมินพื้นที่ปลอดภัยและเสนอเส้นทางอพยพที่เหมาะสมตามสถานการณ์”
ฝ่ายความมั่นคงทางสังคม GISTDA ได้มีการขยายผล “แผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ไปสู่การให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถทำได้ทั่วประเทศ โดยหลักการประเมินพื้นที่ปลอดภัยจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งในกรณีน้ำท่วม พื้นที่ปลอดภัยต้องอยู่เหนือระดับน้ำคาดการณ์อย่างน้อย 2-3 เมตร ห่างจากแม่น้ำลำคลองไม่น้อยกว่า 300 เมตร หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และใกล้จุดสาธารณูปโภค เพื่อความเหมาะสมในการตั้งศูนย์อพยพ
ส่วนเรื่องแผนที่เส้นทางอพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง ที่ต้องเก็บพิกัดหลังคาของคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ เพื่อใช้ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีนั้น การเก็บข้อมูลเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละเทศบาล
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานของฟีเจอร์ใหม่ๆ ของแอปพลิเคชั่น LifeDee ซึ่งเป็นเรื่องของสุขภาพเชิงพื้นที่ รวมถึงฟีเจอร์แผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น นอกจากจะเป็นการผสานข้อมูลจากดาวเทียม สถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน การพัฒนาแบบจำลอง และการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าด้วยกันแล้ว LifeDee ยังใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “Digital Twins” ในการช่วยยกระดับการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (Smart City)ในมิติต่าง ๆ ซึ่ง GISTDA ได้วางเป้าหมายขยายบริการครอบคลุมพื้นที่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะใน 15 จังหวัด และเริ่มนำร่องในพื้นที่ 4 เมืองใหญ่ ใน 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี และภูเก็ต
ทั้งนี้ “เทศบาลเมืองชลบุรี” เป็นพื้นที่นำร่องที่มีความร่วมมือกับ GISTDA ในการพัฒนาโครงการ Digital Twin หรือเมืองคู่ขนานดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อใช้จำลองสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการเมืองในมิติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยโจทย์ปัญหาของเทศบาลเมืองชลบุรี ที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทาย จากการเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและชุมชนเก่าที่มีความหนาแน่นสูง พื้นที่ประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตร สภาพผังเมืองที่มีลักษณะเป็นตรอกซอกซอยแคบและบ้านเรือนปลูกติดกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเข้าถึงของรถพยาบาลขนาดใหญ่ในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังจากน้ำทะเลหนุนสูงร่วมกับฝนตก รวมถึงภาระในการดูแลประชากรแฝงที่มีจำนวนมหาศาลกว่าประชากรตามทะเบียนบ้าน ทำให้การจัดการด้านความปลอดภัยและสุขภาวะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
นายกุลพัชร หล้าปาวงศ์ นักภูมิสารสนเทศ ฝ่ายความมั่นคงทางสังคม GISTDA บอกว่า การพัฒนาโครงการ Digital Twin หรือเมืองคู่ขนานดิจิทัลในพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี จะครอบคลุมการวางรากฐานของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ ทั้งการติดตามความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV ที่สามารถวิเคราะห์จุดเสี่ยงการเกิดอาชญากรรม การติดตามมลพิษทางอากาศในเขตเมือง การวิเคราะห์ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา การบริหารจัดการน้ำท่วม และล่าสุดคือ ระบบเข้าถึงบริการสาธารณะสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งมีการเก็บพิกัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วเขตเทศบาล ทั้งที่จอดรถคนพิการ ทางลาด และห้องน้ำ เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถค้นหาและนำทางที่สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่น LIFE DEE ได้อย่างสะดวก
ส่วนเส้นทางการอพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากบริการสาธารณะฯ แม้ปัจจุบันจะยังไม่เปิดให้บริการ แต่ GISTDA ได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี โดยจำลองจุดจอดรถกอล์ฟพยาบาลในพื้นที่ซอยแคบ ซึ่งรถ ambulance ปกติเข้าไปไม่ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว
“จากข้อมูลกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี GISTDA ได้นำเกณฑ์ประเมินความช่วยเหลือ ตามหลักการประเมินสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งนอกจากจะพิจารณากลุ่มเฝ้าระวังพิเศษ เช่น กลุ่มคนไข้ที่ติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนแล้ว ยังมีการพิจารณาเรื่องการเพิ่มเวลาเข้าไปด้วย เนื่องจากในพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี มีการจราจรที่ติดขัด ถนนคับแคบ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน อาจต้องมีระยะเวลาในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้เป้าหมายผู้ใช้ของระบบนี้ คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการรถฉุกเฉิน ที่จอดประจำในแต่ละจุด ซึ่งจะสามารถรู้ว่าควรจะรับผู้ป่วยตรงบริเวณใด และใช้เส้นทางไหนในการเดินทางไปโรงพยาบาลได้รวดเร็วที่สุด ”
นายกุลพัชร บอกอีกว่า เนื่องจากในพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี ยังไม่เคยเจอปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่แบบที่ต้องอพยพ ส่วนใหญ่จะท่วมตามน้ำทะเลหนุน เหตุการณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นต้องอพยพกลุ่มเปราะบาง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นภัยพิบัติจากน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้กับเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น ไฟไหม้ชุมชน ที่เกิดขึ้นบ่อยในจังหวัดชลบุรีก็ได้ ซึ่งอนาคตทีมวิจัยจะมีการพัฒนาแบบจำลองสำหรับเหตุการณ์อื่นๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทในแต่ละพื้นที่ต่อไป
การพัฒนา “แผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ” ของ GISTDA จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีอวกาศและเทคโนโลยี Digital Twin มายกระดับความปลอดภัยเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม แต่ยังสามารถปรับใช้ได้กับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างหลากหลายรูปแบบในอนาคต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น “Resilient City” ที่สามารถรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

แสดงความคิดเห็น