เจาะลึก “ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม” วิกฤตทะเลเปลี่ยนสี และผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
เจาะลึก “ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม” วิกฤตทะเลเปลี่ยนสี และผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
.
ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม อีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นในทะเล คือ “แพลงก์ตอนบลูม” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แพลงก์ตอนในทะเลมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวน้ำทะเลเปลี่ยนสีและในช่วงเวลากลางคืนอาจเกิดการเรืองแสงเป็นสีต่างๆ อย่างสวยงาม เช่น สีเขียว สีฟ้า หรือสีแดง เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ ? ภายใต้แสงที่สวยงามที่ปรากฏบนผิวน้ำทะเล “อันตราย” กว่าที่คิด
.
แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือ “ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ” เกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจนเกิดการสะสมลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ โดยกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นได้ทั้งพืชและสัตว์ เมื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นจะส่งผลให้สีผิวน้ำเกิดเปลี่ยนแปลง ซึ่งสีที่สามารถมองเห็นได้จะแตกต่างตามชนิดและองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม มักพบในช่วงฤดูฝนบริเวณชายฝั่งทะเล
.
ปัจจัยสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเติบโตของแพลงก์ตอนเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยสำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิผิวน้ำที่สูง กระแสน้ำค่อนข้างสงบ และปริมาณสารอาหารในน้ำ เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อการเติบโตของแพลงก์ตอน เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกันแพลงก์ตอนบางชนิดจึงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
.
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดแพลงก์ตอนบลูม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผิวน้ำทะเลได้รับอิทธิพลจากการรับพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งมีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสการเกิดแพลงก์ตอนบลูมในบางพื้นที่
.
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เมื่อเกิดแพลงก์ตอนบลูมแล้วจะส่งผลกระทบอย่างไร อีกทั้งช่วงเวลากลางคืนแพลงก์ตอนบางชนิดอาจเรืองแสงอย่างสวยงาม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็น แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ผลกระทบและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเล เนื่องจากหากเกิดแพลงก์ตอนบลูมในวงกว้าง อาจส่งผลให้เกิดการบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงสู่ใต้ทะเล ส่งผลให้พืชใต้ท้องทะเลได้รับแสงไม่เพียงพอ เกิดภาวะเครียด และไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังสัตว์น้ำที่อาจขาดแคลนแหล่งอาหารในการดำรงชีวิต
.
อีกทั้ง การเพิ่มของแพลงก์ตอนยังส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง โดยเฉพาะเมื่อแพลงก์ตอนตายและเกิดการย่อยสลาย ซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมถึงหากสัตว์ทะเลกินแพลงก์ตอนบางชนิดที่มีพิษเข้าไป อาจได้รับสารพิษสะสมและทำให้ได้ตายได้ทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงอาจจะส่งผลกระทบต่อคนตามลำดับห่วงโซ่อาหารได้ นอกจากนี้ปรากฏการณ์แพลงตอนแพลงก์ตอนบลูมทำให้น้ำทะเลขุ่น มีลักษณะหนืดมากขึ้น รวมถึงเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อม ยังอาจมีผลต่อกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายฝั่งทะเล
.
จากผลกระทบดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พบการเกิดแพลงก์ตอนบลูมบริเวณชายฝั่งทะเล 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ทำการแปลผลและวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียมที่ตรวจจับการเกิดแพลงตอนบลูม เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์พร้อมรายงานผลในรูปแบบแผนที่ โดยใช้ภาพถ่ายจากระบบ MSI ของดาวเทียม Sentinel-2 รวมถึงแบบจำลองสำหรับประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบและระยะเวลาในการเกิดแพลงก์ตอนบลูมในพื้นที่เกิดเหตุ
.
ปัจจุบันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ช่วยให้การเฝ้าระวังและการติดตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องมากกว่ารอการแก้ไขหลังเกิดเหตุ ทั้งการตรวจสอบขอบเขตการเเกิดแพลงก์ตอนบลูม วิเคราะห์การขยายตัวของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะต่างๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนการวางแผนและการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานในพื้นที่ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
.
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://marineportal.gistda.or.th/

แสดงความคิดเห็น