ประชาสัมพันธ์

27/02/2569 580
แชร์ :

เจาะลึกเทคโนโลยีอวกาศกับ “ไฟป่า” ไม่ได้มีดี…แค่แจ้งเตือนเพื่อดับไฟ !


เจาะลึกเทคโนโลยีอวกาศกับ “ไฟป่า” ไม่ได้มีดี...แค่แจ้งเตือนเพื่อดับไฟ !

ช่วงนี้ ..สถานการณ์ไฟป่า เริ่มกลับมารุนแรงในบางพื้นที่อีกครั้ง และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปริมาณมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
.

ด้วยพื้นที่ประเทศไทยกว่า 320 ล้านไร่  กว่า 100 ล้านไร่เป็นพื้นที่ป่าไม้ และเกือบ 150 ล้านไร่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เผาไหม้   การติดตามและเฝ้าระวังการเกิดไฟป่าหรือการเผาไหม้ในพื้นที่ขนาดใหญ่เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย !  ที่ผ่านมาเทคโนโลยีจากดาวเทียมที่เปรียบเสมือนดวงตาจากฟ้า จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้มีการใช้เทคโนโลยีอวกาศในการบริหารจัดการไฟป่า  โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจุดความร้อน ซึ่งมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง  กว่า 20  ปี

.

…จากจุดเริ่มต้น 9 จังหวัดในภาคเหนือ GISTDA ปัจจุบันการติดตามการเกิดไฟป่าและการเผาไหม้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ (เมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม)

สำหรับเทคโนโลยีอวกาศที่นำมาใช้กับเรื่องของไฟป่า “ดร.สุรัสวดี  ภูมิพานิช” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ ฝ่ายจัดการภัยธรรมชาติ  สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ  GISTDA  บอกว่า  แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burned Area)

.             

ข้อมูลจุดความร้อน มาจากดาวเทียม 5 ดวง โดยในยุคแรก เริ่มจากการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Terra และ Aqua ระบบ MODIS ที่มีรายละเอียดเชิงพื้นที่ 1,000 เมตร หรือใน 1 ตารางกิโลเมตร สามารถตรวจจับได้ 1 จุดความร้อน  ซึ่งข้อดีของการมีดาวเทียม  2 ดวงนี้ คือ การพาดผ่านประเทศไทยโดยประมาณ  2 ครั้งต่อวัน เมื่อรวมแล้ว ทำให้เราสามารถติดตามพื้นที่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ถึง 4 ครั้งต่อวัน

.

ในยุคต่อมา มีการใช้ดาวเทียมในระบบ VIIRS ของดาวเทียม Suomi  NPP ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ที่ 375 เมตร ทำให้สามารถตรวจจับได้ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ถึง 9 เท่า ดาวเทียมดวงนี้พาดผ่านประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 2 ครั้งต่อวัน  ขณะที่ปัจจุบัน เริ่มมีการใช้ดาวเทียม NOAA-20 และ NOAA-21 ซึ่งเป็นระบบ  VIIRS เหมือนกับดาวเทียม Suomi  NPP ทำให้มีความถี่ในการบตรวจจับการเผาไหม้ได้มากขึ้น โดยดาวเทียมแต่ละดวงพาดผ่านประเทศไทยอยู่ที่ 2 ครั้งต่อวัน  จากการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมทั้ง 5 ดวง  ทำให้ขณะนี้ GISTDA สามารถติดตามจุดความร้อนของประเทศไทยได้สูงถึง 10 ครั้งต่อวัน  ช่วยให้การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

.

ส่วนข้อมูลพื้นที่เผาไหม้   เดิม GISTDA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat 8 และ Landsat 9 รายละเอียดของข้อมูลอยู่ที่ 30 เมตร ต่อพิกเซล โคจรซ้ำที่เดิมทุก  ๆ 16 วัน  ในการติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่า และมิใช่พื้นที่ป่า แต่ด้วยในปัจจุบัน เทคโนโลยีของดาวเทียม Sentinel-2 ที่มีรายละเอียด 10 เมตร ต่อพิกเซล และมีดาวเทียมมากถึง 3 ดวง (Sentinel-2A, Sentinel-2B  และ Sentinel-2C) เข้ามาช่วยติดตามพื้นที่เผาไหม้ได้ทุก ๆ  3-5 วัน ซึ่งข้อมูลชุดนี้จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based data) ที่ชัดเจนว่า พื้นที่ไหนมีขนาดและขอบเขตพื้นที่เผาไหม้มากน้อยเพียงใด และใช้เป็นข้อมูลตรวจสอบกับจุดความร้อนที่ตรวจพบในแต่ละพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง

.

ทั้งสองชุดข้อมูลนั้น GISTDA ให้บริการผ่านระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติ หรือ GISTDA Disaster Platform ผ่านเว็บแอปพลิเคชั่น https://disaster.gistda.or.th ซึ่งเป็นชุดข้อมูลแบบ Near Real-time ที่มีการบันทึกข้อมูลในห้วงระหว่างเกิด (During) และหลังเกิด (After) เหตุการณ์ ซึ่งสนับสนุนการจัดการเฉพาะหน้าและวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ระยะเร่งด่วน   แต่ทั้งนี้เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้หลายปีนั้น สามารถนำมาใช้เฝ้าระวัง วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากในระยะยาว (Long-term management) เพื่อนำมาใช้ในการเฝ้าระวังก่อนเกิด (Before) การเผาไหม้ในปีถัดไปได้

.

ดร.สุรัสวดี   บอกอีกว่า ข้อมูลจุดความร้อนที่เผยแพร่ผ่านระบบไฟป่าของ GISTDA มีต้นทางของข้อมูลมาจาก NASA FIRMS ที่รวบรวมข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมสำรวจโลกของ NASA แต่ได้นำมาประมวลผลกับข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่น ๆ  ทำให้สามารถระบุรายละเอียดต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ระบุตำแหน่งที่เกิดจุดความร้อนว่าเป็นตำบล อำเภอ หรือจังหวัด สามารถแยกประเภทพื้นที่ได้ว่า เป็นพื้นที่ป่าหรือเป็นพื้นที่เกษตรแบบไหน  ระบุถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่เพื่อให้สะดวกในการติดตามและประสานงานดูแลในระดับพื้นที่ หรือจุดความร้อนที่เกิดขึ้นนี้อยู่ใกล้หรือไกลจากหมู่บ้าน หากมีกรณีการลุกลามของไฟ ถ้าอาสาสมัครหมู่บ้านรู้ว่ามีชุดข้อมูลนี้ จะรู้ตำแหน่งของไฟทำให้สามารถเข้าไปดูแลได้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งการเชื่อมลิงก์นำทางของ Google Maps เพื่อใช้ในการเข้าถึงพื้นที่

.

ซึ่งนี่ก็คือ “จุดเด่นของระบบไฟป่า จาก GISTDA” ที่ปัจจุบันมีการนำข้อมูลไปต่อยอดใช้งานแล้วในเกือบทุกกระทรวง รวมถึงในสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยและภาคเอกชน    

.

ดร.สุรัสวดี   บอกว่า ปัจจุบันมีการนำข้อมูลจากระบบไฟป่าไปใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ในการดูแลพื้นที่ปลูกพืชที่สุ่มเสี่ยงต่อการเผา เช่น ไร่อ้อย หรือนาข้าว  รวมถึงออกมาตรการที่เกี่ยวข้อง ส่วนด้านสาธารณสุข ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพ จะนำข้อมูลไปพิจารณาถึงพื้นที่เผาไหม้ที่เกิดเป็นประจำว่าอยู่ใกล้กับโรงเรียน หรือชุมชนที่มีเด็กเล็กหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือไม่ ซึ่งอาจต้องวางแผนรับมือทั้งการใช้หน้ากากอนามัย หรือทำห้องปลอดฝุ่น ถ้าเป็นหน่วยงานส่วนท้องถิ่นอาจใช้ในการเฝ้าระวังการเผาวัสดุเหลือทิ้งในแปลงเกษตรด้วยการนำไปทำประโยชน์อื่น ๆ หรือหาแหล่งรับซื้อ หรือภาคเอกชน เช่น สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) มีการขอความร่วมมือจากโรงงานอ้อยในการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรที่ไม่มีการเผา เป็นต้น  ดังนั้น เทคโนโลยีดาวเทียมของ GISTDA จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนมาตรการข้างต้น ด้วยการใช้ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมในการตรวจสอบแปลงเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าว อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

.

ทั้งนี้ ตัวอย่างของการใช้ข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีดาวเทียมในการติดตามและบริหารจัดการพื้นที่เผาไหม้อย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่น กรณีการเผาไหม้ในพื้นที่นาของอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ข้อมูลจากดาวเทียมในช่วงวันที่ 25 - 26 มกราคม 2569  ยังไม่ตรวจพบจุดความร้อน แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 27 มกราคม เริ่มมีการตรวจจับจุดความร้อนได้ และเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่จะพบจุดความร้อนและหมอกควันหนาแน่นในช่วงบ่าย และเมื่อนำข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ที่มีการบันทึกภาพของดาวเทียม THEOS-2  วันที่ 28 มกราคม เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันร่องรอย ขนาด และขอบเขตพื้นที่เผาไหม้ที่มากเกือบหมื่นไร่ได้อย่างชัดเจน

.

สำหรับสถานการณ์ในห้วงฤดูแล้งปีนี้ ดร.กัมปนาท  ดีอุดมจันทร์  หัวหน้าฝ่ายจัดการภัยธรรมชาติ  GISTDA     กล่าวว่า ไฟป่าในประเทศไทย 99 % เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ใช้ไฟเผา เพื่อล่าสัตว์ หาของป่า และลดเศษซากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  เพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชรอบต่อไป ทั้งพื้นที่นาข้าว และไร่อ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นกุมภาพันธ์  จากสถิติข้อมูลจุดความร้อนสะสมของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ. 2564-2568) พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีจุดความร้อนสะสมมากที่สุดคือ 168,468 จุด เนื่องจากเป็นช่วงปีที่แล้ง และมาตรการ บังคับใช้กฎหมายในการควบคุมการเผายังไม่เข้มแข็งพอ   ส่วนปี 2565 จะมีจุดความร้อนสะสมน้อยที่สุด เพราะอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดความชื้นเข้ามาในช่วงฤดูร้อนทำให้มีฝนตก จุดความร้อนจึงลดลง เหลือเพียง 45,996 จุด  ซึ่งเหมือนกับในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ที่มีฝนตกในช่วงปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน ทำให้ปัญหาเรื่องพื้นที่เผาไหม้และฝุ่น PM2.5 ลดลงอย่างมาก

.

จากการคาดการณ์ว่าแนวโน้มสถานการณ์การเผาไหม้ของปี 2569 อาจไม่รุนแรงเท่าปี 2566  เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะ Neutral หรือเป็นกลางของปรากฎการณ์เอลนิโญ ประกอบกับ การบริหารจัดการของภาครัฐ เช่น การห้ามเผาในพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงที่อากาศไม่ระบาย หรือมาตรการภาครัฐในการควบคุมพื้นที่การเข้า-ออก ป่าธรรมชาติ เพื่อควบคุมการเข้าไปเก็บหาของป่า รวมทั้ง รัฐบาลได้กำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง โดยในพื้นที่เกษตรกรรมจะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การจัดหาระบบเครื่องมือ เครื่องจักรกลเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เครื่องอัดฟาง เครื่องสางอ้อย ส่งเสริมและมีมาตรการให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตร / การส่งเสริมการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา นอกจากนี้ยังมีการเตรียมระบบบริหารจัดการเผาในพื้นที่โล่ง หรือ Burn Check เพื่อการลงทะเบียนสำหรับบริหารการเผาในแต่ละพื้นที่ โดยระบบ Burn Check จะครอบคลุมช่วงเวลา พื้นที่ เงื่อนไขการเผา การควบคุมดูแล ไม่ให้มีการเผาโดยไม่มีการควบคุม

.

ส่วนในพื้นที่ป่า GISTDA ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เพื่อนำข้อมูลไปบริหารจัดการและควบคุมในพื้นที่ป่าแปลงใหญ่เสี่ยงเผาไหม้ 14 กลุ่มป่า (Cluster) ที่เป็นพื้นที่เกิดเผาไหม้ประจำในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน โดย  ทส. จะมีการวางแผนบูรณาการตั้งจุดเฝ้าระวังร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายทหาร ชุมชนและเครือข่ายในระดับพื้นที่

.

เห็นประโยชน์ที่หลากหลายหน่วยงานนำข้อมูลไปต่อยอดใช้งาน “ระบบไฟป่า” คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเอาเทคโนโลยีอวกาศที่เปรียบเสมือนดวงตาจากฟ้า มาเป็นเครื่องมือหรือตัวช่วยในการสำรวจและเฝ้าระวังความผิดปกติในทุกพื้นที่ของประเทศไทย   หากใช้ให้ถูกทางก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขปัญหาการเผาไหม้ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องกรอกมีเครื่องหมาย

โดเมนอีเมลที่อนุญาต / Allowed email domains: *.or.th, *.ac.th, gmail.com, hotmail.com

แนะนำการใช้งานหน้าเนื้อหา

  1. ใช้เบรดครัมบ์ด้านบนเพื่อกลับไปยังหมวดต้นทาง
  2. เอกสารแนบและแกลเลอรีรูปภาพอยู่ท้ายเนื้อหา กดเพื่อเปิดหรือดาวน์โหลด
  3. ใช้ปุ่มแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้

การเข้าถึงและปุ่มลัด

  • กด Tab เพื่อไล่โฟกัส, Enter หรือ Space เพื่อสั่งงาน และ Esc เพื่อปิดหน้าต่างนี้
  • ลิงก์ "ข้ามไปยังเนื้อหา" อยู่จุดแรกสุดของทุกหน้า กด Tab หนึ่งครั้งจะเจอ
  • ปรับขนาดตัวอักษรและโหมดสี (ปกติ / มืด / คอนทราสต์สูง) ได้จากแถบด้านบน ระบบจะจำค่าไว้ให้
  • เว็บไซต์พัฒนาตามแนวทาง WCAG 2.2 ระดับ AA รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ