ประชาสัมพันธ์
“Marine GI Portal” ภารกิจทีมทะเล GISTDA บูรณาการเทคโนโลยีอวกาศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

“Marine GI Portal” ภารกิจทีมทะเล GISTDA
บูรณาการเทคโนโลยีอวกาศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ทะเลไทยอย่างยั่งยืน
………………………………………………………………….
ปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลกำลังถูกคุกคามทั้งจากมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงกิจกรรมจากน้ำมือมนุษย์ การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทะเล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโลก
วันนี้...จะพาไปรู้จักกับ “ทีมทะเล” ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่บูรณาการเทคโนโลยีอวกาศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ย้อนกลับไปเกือบ 30 ปี ที่ “ทีมทะเล” เกิดขึ้นจากภารกิจในโครงการวางทุ่นสำรวจสมุทรศาสตร์ หรือโครงการ “ SEAWATCH ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศนอร์เวย์ เพื่อศึกษาสมุทรศาสตร์กายภาพ เช่น การเคลื่อนที่ของน้ำ การกระจายตัวของอุณหภูมิ ความเค็ม ความหนาแน่น รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรกับบรรยากาศและพื้นโลก เพื่อทำความเข้าใจการไหลเวียนของพลังงาน สสาร และผลกระทบต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
โดยขณะนั้นทีมทะเลยังอยู่ภายใต้กองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 2543 ได้มีการจัดตั้ง GISTDA ขึ้น ด้วยภารกิจที่หลากหลาย แม้การวางทุ่นสำรวจในทะเลจะยังคงมีอยู่ แต่เริ่มลดจำนวนลง และใช้การสำรวจด้วยดาวเทียมเข้ามาแทนที่
จนกระทั่งโครงการ SEAWATCH ได้ปิดโครงการลงในปี 2551 แต่ภารกิจของทีมทะเลก็ยังคงอยู่ โดยเน้นการเอาข้อมูลจากดาวเทียมมาประยุกต์ใช้มากขึ้น
และปี 2555 ก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี “เรดาร์ ชายฝั่ง” ซึ่งเป็น Remote Sensing หรือการสำรวจระยะไกล ประเภทหนึ่ง และ GISTDA ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจ โดยติดตั้งบริเวณชายฝั่งและส่งคลื่นวิทยุไปในทะเล สามารถตรวจวัดข้อมูลคลื่นกระแสน้ำได้เป็นพื้นที่กว้าง ไม่ได้แค่ “จุด” เหมือนใช้ทุ่นสำรวจ สามารถนำมาประกอบกับข้อมูลจากดาวเทียมได้ ทำให้มีข้อมูลมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสภาพแวดล้อมทางทะเล
“นายวัชระ เกษเดช” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA บอกว่า ข้อมูลที่ได้จากเรดาร์ชายฝั่ง เป็นข้อมูลกระแสน้ำ กระแสคลื่นและลม ที่ให้ข้อมูลต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง อัปเดตข้อมูลทุกชั่วโมง การมีข้อมูลกระแสน้ำข้อมูลคลื่นรายชั่วโมงต่อเนื่อง ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุใน ทะเล ข้อมูลเหล่านี้จึงถูกใช้มากที่สุดในกรณี“การติดตามน้ำมันรั่วไหลในทะเล” ส่วนข้อมูลจากดาวเทียมจะสามารถระบุตำแหน่งของน้ำมันที่รั่วไหล และบริเวณที่น้ำมันแพร่กระจายออกไปได้
“การใช้เครื่องมือที่เรามี ไม่ได้เป็นการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่จะเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน อย่างเช่น การเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเล จะมีแผนระดับชาติที่ถูกตั้งโดยคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ (กจน.) ซึ่งมีคณะกรรมการจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2565 GISTDA ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ กจน. และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อเฝ้าระวัง ติดตามคราบน้ำมัน รวมถึงคาดการณ์การเคลื่อนที่และการแพร่กระจาย ซึ่งจะมีแบบจำลองที่ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบไม่ได้ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพียงอย่างเดียว”
นอกจากนี้ GISTDA ยังมีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน “การติดตามคุณภาพน้ำ” ข้อดีของการใช้ภาพถ่าย จากดาวเทียม คือ ถ่ายได้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ช่วยลดการทำงานในภาคสนาม ซึ่งหากต้องการข้อมูลหลายพื้นที่ในช่วงเวลาเดียวกัน จะต้องใช้คนจำนวนมาก แต่ดาวเทียมสามารถถ่ายภาพเพียง 1 ภาพ ก็ได้พื้นที่ครบจบในครั้งเดียว
ทั้งนี้ในเรื่องคุณภาพน้ำ กำลังเป็นกระแสโดยเฉพาะเรื่องของปรากฏการณ์ Eutrophication ที่สาหร่ายมีการเจริญเติบโตมากผิดปกติ ส่งผลต่อการลดลงของออกซิเจนอย่างฉับพลัน ทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจน เทคโนโลยีดาวเทียมจะมีบทบาทในเรื่องของการเฝ้าระวังและติดตามปริมาณคลอโรฟิลล์ ที่บ่งบอกถึงปริมาณสาหร่ายและแพลงตอนพืชต่าง ๆได้
นายวัชระ บอกว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษต่างให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพน้ำ เนื่องจากมองว่าเป็นวิกฤตการณ์หนึ่งของประเทศ และสร้างผลกระทบเชิงลบ กระทบอย่างมากทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว การทำงานในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกันจากหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลทางด้านทะเลและชายฝั่งไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น GISTDA ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “ Marine GI Portal ” หรือ “ระบบประเมินและติดตามระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง” ขึ้น เมื่อปี 2565 โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว ประกอบด้วย คลังข้อมูลภูมิสารสนเทศทางทะเลและชายฝั่งเพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการเชิงพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง และเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล หรือ MSP ( Marine Spatial Planning Tools)
สำหรับในส่วนของคลังข้อมูล ฯ มีเปิดให้หน่วยงานต่างๆ นำเข้าข้อมูลของตนเองในระบบ และสามารถกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลได้ ส่วน GISTDA จะมีการนำเข้าข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม และเรดาร์ชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล หรือที่เรียก สั้น ๆ ว่า MSP นั้น มีอยู่ 5 เครื่องมือ เครื่องมือแรกคือ การวิเคราะห์ความขัดแย้งการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ทางทะเล ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อยู่ระหว่างการผลักดันการวางผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล คล้าย ๆ กับการกำหนดผังเมืองเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจะเป็นการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของ 23 จังหวัดชายฝั่ง ซึ่ง GISTDA ได้ออกแบบเครื่องมือที่รองรับเรื่องดังกล่าว เพื่อลดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของจังหวัดชายฝั่งอย่างชัดเจน
เครื่องมือที่ 2 คือการวิเคราะห์และรายงานสถานภาพป่าชายเลนแบบอัตโนมัติ ซึ่งดึงข้อดีของภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ ในการถ่ายภาพแต่ละครั้งจะเห็นขอบเขตของป่าชายเลน วัตถุประสงค์สำคัญของเครื่องมือนี้ คือทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเดือน เพื่อประเมินดัชนีความสมบูรณ์ของป่าชายเลนได้
เครื่องมือที่ 3 คือ การวิเคราะห์การเคลื่อนตัวและการแปรสภาพของคราบน้ำมันในทะเล ซึ่ง GISTDA มีข้อมูลตรวจวัดจากเรดาร์ชายฝั่ง มีข้อมูลดาวเทียม และแบบจำลองการเคลื่อนที่การแพร่กระจายของคราบน้ำมัน โดยข้อดีของการมีคลังข้อมูล ทำให้สามารถประเมินได้ว่า ในพื้นที่ที่คราบน้ำมันกำลังเคลื่อนที่ไปหา มีสิ่งใดอยู่บ้างและจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน สามารถใช้ในการทำแผนรับมือ
เครื่องมือที่ 4 คือ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแนวชายฝั่งทะเล สามารถวิเคราะห์ได้ว่าพื้นที่ใดใน 23 จังหวัด ชายฝั่งทะเล จะมีการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งอย่างไรในรอบปี โดยใช้ดาวเทียมหลาย ๆ ช่วงเวลาในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบแต่ละพื้นที่ เพื่อหาอัตราการกัดเซาะหรือทับถมของตะกอน และคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตเพื่อวางแผนป้องกันได้
สุดท้ายเครื่องมือที่ 5 คือ ระบบสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่ทางทะเล ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเก็บข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน
การดำเนินงานของทีมทะเล ไม่ได้เป็นฤดูกาลเหมือนเรื่องภัยพิบัติ แต่ว่ามีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภารกิจ ในช่วงเวลาปกติจะมีการติดตามข้อมูล ทั้งเรื่องของการลักลอบปล่อยน้ำมันลงทะเล เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม การติดตามการ เกิดแพลงก์ตอนบลูม ที่ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี และการติดตามเรือ ซึ่งสถานีชายฝั่งของ GISTDA สามารถติดตามเรือได้จากระบบ AIS ที่ระบุตัวตนเรืออัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและแกะรอยหา แหล่งที่มาของมลพิษได้
นอกจากนี้ที่ผ่านมาทีมทะเลจาก GISTDA ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน Gcoast เพื่อติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลทะเล เช่น ความสูงคลื่น กระแสน้ำ และทิศทางลม โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและอุปกรณ์ตรวจวัด ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ชายฝั่ง สามารถใช้ประเมินสภาพคลื่นลม แรงพายุ และวางแผนการท่องเที่ยว/ประมงได้อย่างสะดวกและแม่นยำ
หากพูดถึงผู้ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากทีมทะเล ผู้ใช้หลักคือ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา ซึ่งใช้งานมากกว่าภาคประชาชน
อย่างไรก็ดี สำหรับแผนการดำเนินในอนาคตของทีมทะเล นายวัชระ บอกว่า นอกจากการพัฒนา MSP อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล ซึ่งจะพิจารณาเรื่องศักยภาพของพื้นที่ร่วมกับความยั่งยืนของทรัพยากรเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ขณะนี้ ทีมทะเล ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาข้อมูลให้เป็น Visualization หรือการแสดงผลภาพเสมือน ที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบที่สามารถแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ที่ตรวจวัดได้จากทุกเซนเซอร์ในทุกอุปกรณ์ ออกมาเป็นภาพรวมของทะเลที่มีข้อมูลใกล้เคียงกับเวลาปัจจุบันมากที่สุด
เบื้องต้น ข้อมูลบนผิวน้ำจะได้เห็นอย่างแน่นอนในปี 2569 ส่วนข้อมูลใต้น้ำจากยานสำรวจใต้น้ำ ROV นั้นยังอยู่ในขั้นตอนการเก็บข้อมูลและประเมินผล และสร้างเป็นแผนที่ 3 มิติ เพื่อต่อยอดเป็น Digital Twin ของโลกใต้น้ำในอนาคต
สำหรับผู้สนใจข้อมูลจากท้องทะเล สามารถเข้าไปชมแพลตฟอร์ม Marine GI Portalได้ที่ https://marineportal.gistda.or.th/

แสดงความคิดเห็น